เรื่องเล่าจาก ป.ยุทธ :  วันคืนสู่เหย้า…ของชาวทุ่งกระต่าย
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  28 ธ.ค. 53     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  2391  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 
วันคืนสู่เหย้า…ของชาวทุ่งกระต่าย
 
โดย...ป.ยุทธ
๒๘ ธ.ค.๕๓
 
 
                    รถทัวร์เคลื่อนตัวออกจากหน้าโรงงานใหญ่แล้วเลี้ยวไปตามถนนวิภาวดีรังสิตก่อนมุ่งหน้าไปทางสระบุรี  ภายในรถอันเย็นฉ่ำมีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง 

                    “สวัสดีครับเพื่อนๆ   พี่ๆ   น้องๆ   ที่กำลังเดินทางไปกับคณะผ้าป่าของเรา..”   ผู้เป็นประธานคณะผ้าป่ายืนประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียงด้านหน้าสุดของแถวที่นั่ง สมาชิกที่ร่วมเดินทางนั่งฟังอย่างตั้งใจ 
 

                      “เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับว่าปีใหม่ปีนี้เราจะนำผ้าป่าไปทอดที่โรงเรียนบ้านทุ่งกระต่าย     ในนามศิษย์เก่าแล้วร่วมงานวันคืนสู่เหย้าชาวทุ่งกระต่าย     ยอดเงินบริจาคที่รวบรวมได้ทั้งสิ้นจำนวนสามแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาท”   เสียงปรบมือดังกราวระคนเสียงโห่ร้องยินดีไปทั้งคันรถ
                      “ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน   และร่วมเดินทางไปทอดถวายในครั้งนี้    และในครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะคนบ้านทุ่งกระต่ายที่มาทำงานกรุงเทพเท่านั้นที่เดินทางไปทอดถวาย     แต่มีผู้มาจากถิ่นอื่นที่ท่านมีจิตศรัทธาอันแรงกล้าขอร่วมเดินทางไปกับคณะผ้าป่าของพวกเราด้วย   แม้ว่าจะไม่ใช่บ้านเกิดของท่าน     แต่ท่านก็ยังมีน้ำใจร่วมบริจาคและร่วมเดินทางไปทอดกับคณะของเรา...น่าเสียดายที่ไม่มีข้อมูลชื่อท่าน   เชิญโชว์ตัวหน่อยครับ”     สิ้นเสียงประธาน     ผู้แปลกหน้าต่างถิ่นที่นั่งคละตามเบาะนั่งภายในรถยืนขึ้นราวแปด-เก้าคนพร้อมยกมือไหว้       เสียงปรบมือดังกราวขึ้นอีกครั้งเป็นการต้อนรับ
                      “ขอบคุณพวกท่านมากนะครับที่ร่วมบริจาคและร่วมเดินทางมากับเรา...   พวกเราชาวทุ่งกระต่ายขอต้อนรับด้วยความยินดี...   จากนี้ไปขอให้ทุกๆ   ท่านสนุกสนานกันอย่างเต็มที่”          
                        ชาวคณะผ้าป่าพากันร้องรำทำเพลงประสานเสียงกันอย่างครื้นเครง   โดยมีกองยาว   ฉิ่ง   ฉาบ   และเสียงตบมือให้จังหวะ เหล้าเบียร์ถูกรินแจกจ่ายให้ผู้ชื่นชอบการดื่มไปทั่วทั้งรถ
                        บุญชูนั่งแถวหลัง     ฟังเพื่อนๆ   ร้องรำทำเพลงพลางกระดิกเท้าไปตามจังหวะอย่างอารมณ์ดี   บุญชูยกมือปฏิเสธเมื่อเพื่อนรินเหล้าให้       ความจริงเขาเลิกดื่มมาหลายปีแล้ว
                        บุญชูมองคนต่างถิ่นที่เข้าร่วมคณะผ้าป่า     เห็นบางคนกำลังยืนตบมือไปกับจังหวะเสียงเพลง   พลางขยับปากร้องไปด้วยอย่างสนุกสนาน     เขาอดชื่นชมในความมีน้ำใจของคนเหล่านี้ไม่ได้    

                        บุญชูเคยเห็นหน้าค่าตาคนเหล่านี้มาก่อนเป็นบางคน   และคนที่เขาเคยเห็นหน้านั้น   เขารู้ว่ามาเพื่อตามจีบสาวๆ   บ้านทุ่งกระต่าย     แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย     ส่วนมากมากับเพื่อนๆ   หรือไม่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทอดที่ชวนกันมาเที่ยว     บุญชูยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู     เพิ่งจะสามทุ่มกว่าๆ     เขาอดดีใจและตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้กลับบ้านครั้งนี้    
                        ผู้คนที่มาจากแดนอีสานที่มุ่งหน้ามาหางานทำในเมืองหลวงหรือดินแดนที่พวกเขาเหล่าให้สมญานามว่าแดน   ‘ศิวิไลซ์’  พวกเขาต่างเข้ามารับจ้างก็เพื่อหนีความอดอยาก-ความอดอยากอันเนื่องมาจากถิ่นอีสานบ้านเกิดของพวกเขาเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อถึงความแห้งแล้ง     ทำไร่ทำนาได้ผลผลิตน้อยไม่พอกิน       เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนก็จะต้องอดตาย     แต่จะมีใครบ้างเล่าที่จะยอมให้ตัวเองอดตายโดยไม่ดิ้นรน       พวกเขาจึงเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงหารับจ้าง   เพื่อจะได้ส่งกลับไปให้ผู้เฝ้ารออยู่ทางบ้านได้มีอยู่มีกินเฉกเช่นเดียวกัน

                        เทศกาลปีใหม่ทุกๆ   ปีโรงงานจะหยุดงานหลายวัน   พวกเขาจึงอาศัยวันหยุดที่ว่านี้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด    แต่การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดต้องหารายได้ไปพัฒนาหมู่บ้านโดยการนำผ้าป่าไปถวายวัด หรือไม่ก็โรงเรียน
       แต่การกลับบ้านของบุญชูในครั้งนี้มีความหมายสำหรับเขา
นั่นคือเขาไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา     ความหวังตั้งใจของเขาคือกลับบ้านอย่างถาวร     เขารู้ดีว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งคนอีสานต้องเลิกรับจ้างแล้วกลับไปทำมาหากินอยู่ที่บ้านเกิด นั่นก็คือกลับไปทำไร่ไถนาอันเป็นอาชีพมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ
 
                         บุญชูอดไม่ได้ที่จะเอามือแตะที่กระเป๋ากางเกง     พลางกระหยิ่มในใจ     เงินสามหมื่นที่เก็บหอมรอมริบไว้คงใช้ได้นานโขทีเดียวสำหรับบ้านนอก           เขาตั้งใจเก็บไว้เป็นทุนรอนในการทำไร่ทำนา     คราวนี้ล่ะครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าเสียที  ที่ไหนๆ ก็ไม่มีความสุขเท่าบ้านเกิด ตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาเขากลับไปเยี่ยมบ้าน      นี่ก็ตั้งแปดเดือนเข้าแล้ว     ลูกเมียที่อยู่ทางบ้านคงชะแง้คอยเมื่อรู้ว่าถึงเทศกาลปีใหม่     รถถึงบ้านเมื่อไหร่ล่ะก็...ลูกๆ   ทั้งสองคงวิ่งเข้ามารับ     เขาจะสวมกอดให้หนำใจกับความคิดถึงทีเดียว     ขนมกับของเล่นที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางคงทำให้ลูกๆดีใจไม่น้อย     เหลือเวลาไม่นานนักหรอกสว่างเมื่อไหร่ละก็ถึงบ้านแน่ โอ...บ้านทุ่งกระต่ายของเรา  เขาคิดขณะมองข้างทางเรื่อยเปื่อย

                   ปีใหม่ครั้งนี้บุญชูกับเพื่อนๆ   ถือโอกาสจัดกองผ้าป่าเพื่อจะนำไปทอดเป็นทุนการศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่เด็กๆ   ที่โรงเรียนบ้านเกิด  โรงเรียนที่เขาเคยเรียน     และเป็นโรงเรียนที่ลูกๆ   ของเขากำลังเรียนอยู่ในขณะนี้       จากนี้ไปเด็กๆ   โรงเรียนบ้านทุ่งกระต่ายจะได้รู้จักรูปร่างหน้าตา   และได้เรียนรู้คอมพิวเตอร์เท่าเทียมโรงเรียนในเมืองเสียที

                 รถยังคงแล่นไปเรื่อยๆ   ตามเส้นทางสายมิตรภาพอย่างไม่รีบเร่งนัก    เสียงเพลงจากการขับร้องของเพื่อนๆ   แผ่วเบาลงไปบ้างแล้ว มีหลายคนหลับไป     อาจเป็นเพราะความเมา   หรือไม่ก็ความอ่อนเพลีย ครู่ต่อมาเสียงเพลงที่ชาวคณะผ้าป่าขับขานก็เงียบสนิท       ผู้คนเริ่มจะหลับใหล          
 
                   บุญชูนั่งหาวแล้วหาวอีกแต่ตาไม่ยอมหลับ     นาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกทุ่มหนึ่งนาที   เขาสะดุ้งนิดๆ   เมื่อคิดได้บางอย่าง     โอนี่...แสดงว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่  1   มกราคม  แล้วหรือนี่     เขาคิดพลางส่งสายตามองเพื่อนๆ   ที่มัวแต่หลับใหลไม่สนใจใยดีกับวันขึ้นปีใหม่เอาเสียเลย

                    หลายต่อหลายครั้งที่บุญชูพยายามข่มตาให้หลับแต่ตาไม่ยอมหลับเสียที   เวลาผ่านไปเรื่อยๆ   จากแสงไฟริมถนนจึงรู้ว่าเข้าเขตดินแดนแห่งภาคอีสานแล้ว      
                     และแล้ว!!...ทุกคนที่กำลังหลับใหลเคลิบเคลิ้มก็ต้องสะดุ้งตื่น     เมื่อมีเสียงประกาศก้องใส่เครื่องขยายเสียง 
                      “ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ!”   เสียงอันแข็งกร้าวเล่นเอาสายตาทุกคู่ตื่นแล้วจ้องมองไปยังผู้ยืนประกาศอยู่ด้านหน้า
                       สมาชิกคณะผ้าป่าหลายคนเริ่มเอะอะโวยวายดังอื้ออึงว่าเกิดอะไรขึ้น? สักครู่ชายสองคนลุกจากที่นั่งเดินไปยืนสมทบพร้อมชักปืนพกขึ้นมาแล้วส่ายไปมาทางผู้คนที่นั่งอยู่  
                       บุญชูจ้องไปที่ชายทั้งสาม     รู้ได้ทันทีว่าเป็นคนต่างถิ่นที่ขอเข้าร่วมคณะผ้าป่า   เขาไม่เคยเห็นหน้าคนทั้งสามนี่มาก่อนเลย    
                        “นี่มันอะไรกันคุณ?”     ประธานผ้าป่าร้องถาม
                         “เงียบ!...ถ้ายังไม่อยากตาย...        ขอให้ทุกคนเตรียมเงินไว้ให้พวกเรา   อย่าขัดขืนหากยังอยากมีชีวิตไปฉลองปีใหม่”   เสียงตวาดดังขึ้นอย่างได้ผล
                          ชายคนเดิมหันไปทางคนขับรถ เมื่อเห็นรถชะลอความเร็วลง  
                           “ขับไปเรื่อยๆ   อย่าให้มีพิรุธ       ถ้ายังไม่อยากตาย...     ถึงแยกข้างหน้าแล้วให้เลี้ยวซ้าย...”    
                            “เฮ้ย...นั้นมันทางลูกรังเข้าไร่ข้าวโพดนี่         อย่าให้เข้าไปเลยนะทางมันลำบาก”   คนขับต่อรอง
                            “หุบปาก!!...ทำตามที่บอก”   เสียงตวาดพร้อมยื่นปลายกระบอกปืนประชิดหัว

                              รถเลี้ยว   ไปตามที่สั่ง     แล้วชายที่แสดงตัวเป็นโจรคนเดิมหันมาร้องประกาศอีกครั้งอย่างเฉียบขาด
                              “ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับพวกเรา...โดยเฉพาะโทรศัพท์     ห้ามใช้โดยเด็ดขาด   เท่านี้ทุกคนก็จะปลอดภัย”
                              “ไป๊!...พวกเอ็งไปเก็บเงินกับทุกคน   ข้าจะคุมคนขับเอง”   ชายคนเดิมร้องสั่งลูกน้อง
                              สมุนทั้งสองถือปืนจ้องขู่ไปที่ประธานผ้าป่าแล้วถือวิสาสะหยิบเอาซองที่บรรจุเงินทำบุญที่วางอยู่ในขันเงินหน้าตักแล้วใส่ลงไปในย่ามที่สะพายมา
                            “อย่าเอาเลย...เงินทำบุญมันบาป”   ประธานพูดเสียงอ่อยๆ   ขอร้อง
                            “เงียบเถอะน่า...ถ้าไม่อยากเดือดร้อน”   สมุนโจรพูดก่อนเดินไปที่ชาวคณะผ้าป่าที่นั่งแต่ละแถวพร้อมปืนในมือจ้องขู่พลางเค้นเอาเงินที่ติดตัวมาเมื่อได้แล้วก็ใส่ลงไปในย่าม

                            รถแล่นไปตามถนนสายลูกรังที่มีหลุมขรุขระบ้างเป็นบางช่วง     สองข้างทางเป็นป่าเขาอันรกทึบจนดูเปลี่ยว       
                            ชายคนหนึ่งขัดขืนการค้นกระเป๋าเลยถูกทุบด้วยด้ามปืนฟุบลงไป     อีกคนเห็นเพื่อนโดนเลยลุกขึ้นจะเข้าช่วย   แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกปลายกระบอกปืนจี้ที่หน้าผาก     จึงค่อยๆ   นั่งลงแต่โดยดี
                            “พวกมึงอยากตายเหรอ?...”     หนึ่งในสองสมุนโจรที่เดินรีดเงินร้องก้อง   เวลานี้ทุกคนเงียบกริบ
                              บุญชูนั่งมองหัวใจเต้นถี่     อีกไม่กี่คนก็ถึงคิวเขาแล้ว       เขาคิดถึงเงินในกระเป๋ากางเกง   จะต้องหาที่ซ่อนไว้ให้รอดพ้นสายตาพวกมัน คิดได้ว่าต้องซ่อนไว้ใต้เบาะนั่ง พอล้วงเอาเงินออกมาเท่านั้น     เขาต้องสะดุ้งเมื่อปลายกระบอกปืนมาแตะที่หัว
                              “จะหยิบให้เหรอ...ขอบใจ ฮ่าๆ   ว้า...เงินเยอะดีนี่” พูดจบโจรคนนั้นก็แย่งเอา
                                บุญชูทำขัดขืนอย่างเสียดาย   จึงถูกปลายกระบอกปืนเคาะที่หัวจนเจ็บ     ในที่สุดเขาต้องยอมแต่โดยดี  หมดสิ้นกัน...เงินที่เก็บหอมรอมริบ     เมื่อกลับบ้านไปโดยที่ไม่มีเงินจะมีประโยชน์อะไร?     ความอดอยากหิวโหยของลูกเมีย   ก็คงเหมือนเดิมอีก     เขาคิดอย่างสิ้นหวัง
                                สมุนโจรทั้งสองเอาเงินจากทุกคนครบแล้ว   จึงเดินไปหยุดยืนอยู่ช่วงกึ่งกลางรถถือปืนคุมรอคำสั่ง
                                    บูญชูยอมรับว่าเสียดายเงินที่หามาได้อย่างยากลำบาก     ความตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้กลับไปตั้งหลักปักฐานที่บ้านเกิด       แล้วลูกเมียก็รอเงินก้อนนี้จากเขาอยู่     ไม่...เขายอมไม่ได้     เขาคิดพร้อมกำหมัดขบกรามแน่น
                                “ถ้าเอาหมดแล้ว     พวกเอ็งกลับมานี่     เราใกล้จะถึงที่นัดหมายแล้ว”     โจรผู้เป็นหัวหน้าร้องสั่ง      

                                  พลัน!.. จังหวะที่โจรทั้งสองเดินหันหลังกลับ บุญชูตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน ชั่วอึดใจเขาคว้าขวดเหล้าเปล่าที่กลิ้งอยู่กับพื้นรถกระโดดฟาดไปที่หัวกึ่งท้ายทอยสมุนโจรคนที่เดินตามหลังอย่างแรง     จนเสียงขวดแตกดังพลั๊ว      โจรคนนั้นทรุดฮวบลงกองกับพื้น     ผู้คนบนรถหวีดร้องอย่างตกใจ     สมุนอีกคนหันกลับมาหาบุญชูด้วยสัญชาตญาณพร้อมตวัดปืนเข้าหาหมายจะลั่นไกใส่   แต่ช้าไปกว่าเขาที่ระวังตัวอยู่แล้ว   จึงใช้มือซ้ายปัดปืนให้พ้นวิถีพร้อมหมัดที่กำแน่นๆ ปล่อยออกไปสุดแรงเกิดที่ใต้คางจนสมุนโจรคนที่สองผงะหงายล้มทั้งยืนอีกคน
                                  ปัง!
                                  เสียงปืนกัมปนาทขึ้นจนทุกคนตกใจเป็นทวีคูณ     อาจเป็นเพราะสภาพถนนลูกกระสุนจึงแค่เฉียดหัวบุญชูไปอย่างหวุดหวิดก่อนที่จะพุ่งทะลุกระจกหลังรถเป็นรูโหวและแตกร้าว     ชายหัวหน้าโจรรู้ว่ายิงไม่ถูกจึงเดินปรี่เข้าหาอย่างโกรธแค้น
                                  “   มึงอยากตายใช่มั้ย?     ได้...มึงได้ตายสมใจแน่! ไอ้เสี่ยว”       พูดขณะย่างสามขุมเข้าหาพร้อมปืนในมือเล็งใส่
                                  บุญชูยืนนิ่งตกใจ   โอ...ตายแน่แล้วคราวนี้ทำไงดี?   เขาได้แต่ตะลึง     และยอมรับว่าหมดหนทางสู้     ผู้คนบนรถต่างตะลึงจังงังทำอะไรไม่ถูก        
                                “มึงเก่งนักหรือ? ได้...กูจะให้มึงไปเก่งในนรก   ”   พูดจบยกปืนในมือขึ้นเล็งไปที่หัวบุญชูในระยะประชิด
                               
เสี้ยววินาทีนั้น!... 
                                กรืดดดดด.....
                                เสียงล้อรถลากไปกับถนนลูกรังเป็นทางยาว   ผลทำให้ผู้คนในรถหวีดร้องระคนเสียงโอดโอยเมื่อหัวโขกกับพนักพิงข้างหน้า   เป็นจังหวะที่ทำให้หัวหน้าโจรหงายหลังกระเด็นอย่างไม่เป็นท่า   ส่วนบุญชูก็เสียหลักเซถลาตามไปติดๆ   เมื่อรถหยุดนิ่งภาพที่ทุกคนเห็นคือบุญชูล้มทับตัวหัวหน้าโจรช่วงระหว่างทางเดินกลางรถ      

                                บุญชูกับหัวหน้าโจร     ต่างมองหน้ากันแบบจังงังไปชั่วขณะ   โจรร้ายรู้ว่าปืนในมือตนหลุดหายไปยิ่งตกใจ     จึงตัดสินใจต่อยหน้าบุญชูแต่ไม่ถนัดนัก     เมื่อรู้ว่าโจรหมดเขี้ยวเล็บแล้ว     เขานั่งค่อมแล้วรีบประเคนหมัดซ้ายขวาเข้าใส่ใบหน้าหลายชุด    แล้วบีบคอโจรอย่างสุดกำลัง   โจรก็ยื่นมือบีบคอเขาเช่นกัน
                                ต่างคนต่างบีบคอกันและกันอยู่ครู่ใหญ่อย่างเอาเป็นเอาตาย ชาวคณะผ้าป่าตะลึงงันดูทั้งสองสู้กัน และแล้ว…เสียงใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้น
                                “อ้าวเฮ้ย...ช่วยไอ้ชูมันหน่อยเว้ยพวกเรา”   สิ้นเสียงนั้นก็เกิดการเฮโลกันขึ้นทันที
++++++++++++++++

                                รถเลี้ยวกลับเข้าสู่ถนนมิตรภาพดังเดิมแล้วมุ่งหน้าสู่ที่หมายบ้านทุ่งกระต่าย     ผู้คนนั่งเงียบงันทั้งคันรถ     มีแต่เสียงรถเท่านั้นที่กระหึ่มตลอดเวลา
                                นาฬิกาบนข้อมือบุญชูบอกเวลาตีสามครึ่ง     เวลานี้เขานั่งที่นั่งข้างๆ   คนขับ
                                “ขอบคุณนะพี่ที่เบรคจังหวะนั้น”     เขาหันไปหาคนขับรถที่กำลังทำหน้าที่  
                                “หึๆ...  บ่เป็นหยังน้อง...เฮาคนอีสานคือกัน บ๊ะ...โตนี่เก่งอีหลีน้อ...จั่งสิแหมถึงสิเอิ้นว่า นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว ฮ่าๆ”   คนขับหันมายิ้ม
                                บุญชูยิ้มตอบ       แล้วลุกขึ้นจะกลับที่นั่งเดิมด้านหลัง
                                “เดี๋ยวน้อง...บอกทุกคนแหน่เด้อว่าเฮาจะเสียเวลาแวะโรงพักอำเภอข้างหน้านิดหน่อย       เอาไอ้สามตัวนี้ไปแจ้งความ”    
                                  บุญชูพยักหน้าพลางหันไปดูโจรทั้งสามที่ถูกรุมประชาทัณฑ์   เสียจนสะบักสะบอมแล้วถูกมัดมือมัดเท้านอนสลบเรียงแถวอยู่ช่วงระหว่างทางเดิน  
                                แต่เมื่อบุญชูมองผู้คนบนรถ     ต่างพากันนั่งนิ่งเงียบทั้งๆ   ที่เรื่องร้ายๆ   ผ่านพ้นไปแล้ว แบบนี้ต้องสร้างสีสันต์  เขาจึงตัดสินใจคว้ากลองยาวที่กลิ้งอยู่ที่พื้นรถขึ้นมา     แล้วตีเป็นจังหวะพร้อมร้องเพลงเสียงดังลั่นอย่างสนุกระคนสะใจ...
                                “
คนบ้านเดียวกัน.... แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่” เมื่อทุกคนได้ยิน  จึงตื่นตัวแล้วร้องตามพร้อม   ฉิ่ง   ฉาบ   และเสียงตบมือให้จังหวะประสานเสียงกันอย่างอัตโนมัติลั่นรถ...   แม้แต่คนขับรถที่กำลังทำหน้าที่ยังขยับปากร้อง  
                                “รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้
    ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ มีคำว่าสบายดีบ่ให้กันเสมอเด้อ...คนบ้านเฮา......   .”

                                                                                                                                    &&&&&&&&&&&&&&&

 

 

 
 



 


ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand