เรื่องเล่าจาก ป.ยุทธ :  ว่าที่ปลัด 8 ตอน ปลัดแดนใต้ปลายด้ามขวาน
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  30 ก.ค. 56     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  5216  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 

ว่าที่ปลัด 8

ตอน ปลัดแดนใต้ปลายด้ามขวาน

ป.ยุทธ

ปืนพกกะทัดรัดถูกหยิบขึ้นมาเหน็บไว้ในซองที่ข้างลำตัว ก่อนสวมเสื้อแจ๊คเก็ตทับ แล้วก้าวขึ้นรถกระบะคู่ชีพขับออกจากที่พักในตัวอำเภอมุ่งหน้าสู่ที่ทำงาน  เขาไม่ใช่หน่วยรบ หน่วยจู่โจม หรือหน่วยปราบปรามอะไรทั้งนั้น เขาเป็นเพียงปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลธรรมดาๆ คนหนึ่งผู้มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาท้องถิ่นเป็นอาวุธ แต่ทำไมเขาถึงพกปืนผาหน้าไม้  เป็นปลัดนักเลงกระนั้นหรือ หรือว่ามีศัตรูเต็มบ้านเต็มเมือง จะเพราะอะไรไม่รู้สิแม้แต่เขายังไม่รู้ บางทีอาจมีคนอยากจะฆ่าเขาก็เป็นได้

          สภาพสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางพาราที่หนาทึบสูงต่ำไปกับสภาพภูมิประเทศของพื้นที่ บางจุดบางแห่งดูน่ากลัว เขาขับรถค่อนข้างเร็วแต่ระมัดระวังพร้อมสังเกตสิ่งแปลกปลอมสองข้างทางทุกระยะ นานๆ จะมีรถฮัมวี่ของทหารแล่นตรวจการณ์ผ่านมา  และแล้ววันนี้เขาก็ถึงที่ทำงานอย่างปลอดภัย  ยังคงเช้าอยู่พนักงานจึงยังไม่มากัน มีเพียงภารโรง และผู้ที่เข้าเวรประจำรถดับเพลิงนั่งคุยกัน

          เขานั่งเก้าอี้โต๊ะทำงานหมุนไปมาช้าๆ  พร้อมจิบกาแฟ  พลางครุ่นคิด อีกไม่ถึงเดือนก็ครบปีแล้วที่เขามาอยู่ที่นี่ จะบอกว่าเผลอแป๊บเดียวก็คงไม่ใช่  เพราะในความรู้สึกของเขามันนาน นานพอสมควรกับความคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว เพียงเดือนละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นเองที่ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมครอบครัว ส่วนลูกหรือก็ยังแค่วัยมัธยมต้น  

จะว่าย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อหนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเย็นมาพึ่งร้อนเขาไม่รู้  แต่ที่แน่ๆ เขามาเพราะถูกกลั่นแกล้งมากกว่า กลั่นแกล้ง กดดันสารพัดจากผู้ที่มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ความเลวร้ายที่ได้รับ  แค่เขาทำเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาวบ้าน อะไรที่คิดว่าผิดเขาจะไม่ยอมปล่อยปะละเลยไปง่ายๆ ต้องตรวจตราให้ได้ตามแบบก่อนที่จะลงนามไป  หรือไม่ยอมอะไรง่ายๆ กับสิ่งไม่ถูกต้อง  เพราะเขาไม่อยากให้ใครได้ประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นเอง  เขาผิดหรือ ก็นิสัยใจคอเป็นอย่างนี้  และถูกปลูกฝังกับความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ สุจริต มาตั้งแต่เด็กจากหลวงพ่อสมัยที่เป็นเด็กวัด  เพื่อนปลัดหลายคนเคยเตือนเขาเสมอว่า ตรงนักมักชนตอ

          สิ่งเหล่านี้กระมังที่ทำให้เขาประสบพบเจอกับเรื่องวุ่นๆ ต่างๆ นาๆ แม้แต่เรื่องขอปรับระดับ 8 เขาจึงถูกกีดกันไม่ให้ขึ้น จนเขาต้องประกาศว่า เป็นราชสีห์ผู้ภักดีต่อแผ่นดินและข้าราชการท้องถิ่นมีศักดิ์ศรี ไม่ซื้อซีไม่ขายตำแหน่ง เขาถูกกลั่นแกล้ง กดดันหนักทุกวิถีทาง ในที่สุดเขาจำต้องลงชื่อยินยอมโอนย้ายตัวเองมาอยู่สามจังหวัดชายแดนใต้ ดินแดนที่ใครๆ หวาดผวา เพราะคนที่กลั่นแกล้งเขาคิดว่า ณ ดินแดนแห่งนี้จะมีผู้ฆ่าเขาให้โดยไม่ต้องออกแรง

          แรกที เขาไม่ยอมมา ดิ้นหาที่ลงในพื้นที่จังหวัดบ้านเกิดและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งหาที่สับเปลี่ยน ทั้งหาที่ตำแหน่งว่าง แต่ถูกปฏิเสธไปหมด อาจเป็นเพราะถูกผู้อยู่เบื้องหลังสั่งห้าม  ครั้นจะอยู่ที่เดิมต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร รังจะให้ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะไม่มีใครยอมใครงานเลยไม่เดิน และอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ที่สุดของที่สุดเขาต้องมา เพราะถึงยังไงที่นี่ก็คือประเทศไทย ดินแดนปลายด้ามขวานที่ทุกคนขยาด  แล้วถ้าทุกคนคิดเช่นนั้นพี่น้องประชาชนจะมีใครนำพัฒนา  ภายใต้รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับฐานรากที่เรียก อบต.

          ลูกเมียร่ำไห้จากการที่เขาถูกย้ายมาที่นี่และขอตามมาด้วย เขาอธิบายและขอให้เธอดูแลลูกอยู่ที่บ้านต่อไป ถ้าเขาตัวคนเดียวเอาตัวรอดได้แน่นอนไม่ต้องห่วง และเขาให้สัญญาว่าวันหนึ่งต้องได้กลับมา กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งอย่างผู้ชนะไม่นานนักหรอก

แม้จะต่างศาสนา เขาพยายามเข้าให้ได้  จากไมตรีจิตที่หยิบยื่น และโครงการพัฒนาต่างๆ ให้ทั่วถึงจึงไม่ยากนัก จนเขามีความรู้สึกว่าที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัว แม้ว่าเหตุการณ์การสร้างสถานการณ์จะเกิดขึ้นที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง

 และแล้วเหตุการณ์ที่ว่านั้นก็เกิดกับเขาจนได้ เมื่อเขามาอยู่ได้สามเดือน วันนั้นขับรถกลับบ้านพักในตอนเย็นหลังเลิกงาน   ขณะมาได้แค่ครึ่งทาง เสียงปืนดังจากข้างทางหลายนัด กระสุนพุ่งเข้าใส่รถเขา เขาเหยียบคันเร่งเพื่อรีบไปให้พ้นวิถี แต่รถก็ต้องเสียหลักลงข้างทางเพราะยางแตก ขับต่อไปไม่ได้ เขาสำรวจตัวเองว่าไม่โดนยิง แต่แล้วก็ต้องซะงักเมื่อชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามาหาเขาที่รถ คนหนึ่งถือปืนเล็งมา อีกคนถือดาบเล่มใหญ่ โอ...ตายแน่แล้ว เขาไม่มีอาวุธอะไรจะไปต่อสู้  เขาคิดหาทางเอาตัวรอด แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว เขาคงตายเพื่อสังเวยการสร้างสถานการณ์ตามอุดมการณ์ของพวกนั้น ดังที่เป็นข่าว ลาก่อนชีวิต เขาหลับตาหมดอาลัยกับการรอดพ้น  และแล้วเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุด เขาสะดุ้งโหยงหลับตานิ่งนึกว่าโดยยิงตายแล้ว  แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามากระชั้นชิด  ได้ยินคำพูดชัดเจน

          “เคลีย”

          เขาค่อยๆ ลืมตา ขึ้นมองไปที่สองคนร้าย  แทนที่จะยืนอยู่ที่เดิมกลับนอนจมกองเลือด ชั่วครู่เห็นชายในเครื่องแบบทหารยืนวันทยหัตถ์ใส่เขา ถัดออกไปมีรถฮัมวี่จอดอยู่พร้อมเพื่อนทหารกลุ่มหนึ่ง

“ปลอดภัยแล้วครับท่านปลัด โชคดีที่พวกเรามาทัน” แล้วทหารคนนั้นก็เปิดประตูรถให้เขาลงมาพร้อมพูดสำเนียงภาษาถิ่นบ้านเดียวกันกับเขา

          “ผมกะเป็นคนบ้านเดียวกันกับปลัดล่ะเด้อครับเด้อ” เขาฉีกยิ้มให้ ราวกับว่าได้เจอเพื่อนที่จากกันไปนานแสนนาน ลืมความกลัวความตื่นตระหนกไปเสียสิ้น เขาพูดคุยกับทหารยศจ่านายนั้นเหมือนคนสนิท  ทั้งนี้เพราะคนถิ่นเดียวกันนะเอง ในเรื่องการข่าวทหารจึงไม่ต้องถามว่ารู้จักเขาว่าเป็นใคร มาจากไหน จ่าทหารแนะนำให้เขาหาปืนพกไว้ป้องกันตัว พลางถามว่า มีของดีอะไรหรือเปล่าถึงปลอดภัยจากการซุ่มยิง  เขายิ้มพลางส่ายหน้า คงเป็นเพราะคุณงามความดี ไม่คอรัปชั่น ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มักในลาภผลที่มิควรได้กระมังเขาคิดในใจ

         

          นั่นคือเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบเอาชีวิตไม่รอดกับสถานการณ์ใต้ ที่เป็นข่าวไปทุกหัวระแหง ใช่...เขาอาจโชคดีในครั้งนั้น แต่เขาอาจไม่โชคดีตลอดไปเป็นแน่ เขาเลยหาซื้อปืนไว้ประจำตัว ใช่เขาต้องไม่ประมาท เมื่อมีปืนเขาอุ่นใจขึ้นเยอะ แม้ว่าปืนจะเป็นทาสผู้คุ้มกันอันซื่อสัตย์ แต่จะรอดปลอดภัยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้านายมันใช้มันได้คล่องแคล่วหรือไม่ ถ้าเจ้านายมันเผลอมันก็เผลอ เจ้านายมันหลับมันก็หลับ

เขายกกาแฟขึ้นจิบแต่หมดไปไม่รู้ตัว จึงหันมายกขวดน้ำดื่มแทน เขาชอบน้ำใจของคนที่นี่ แม้ว่าบางอย่างจะไม่เหมือนที่บ้านเกิดก็ตาม เขาก็พยายามปรับตัวให้เข้ากันให้ได้  เขาเคยขอผู้บริหารขึ้นระดับ 8 และก็ได้คำตอบที่ไม่ผิดหวังนัก

          “ปลัดอยู่ที่นี่ครบปีก่อนนะผมจะให้ปรับระดับ 8 แน่นอน ส่วนการขอย้ายกลับบ้านนั้น ปลัดทำได้ทุกเวลา เพราะท้องถิ่นใครใครก็รัก และใครก็อยากอยู่ที่ท้องถิ่นของตัวเอง”

 

          เขาเรียนรู้หลายๆ อย่างกับการเอาตัวรอด โดยเฉพาะเวลาเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ต้องไม่เป็นเวลาเดิม ไม่ก่อนก็หลังสลับไปมา เพื่อไม่ให้คนที่ปองร้ายจับทางได้

 

          เช้าวันนี้เมื่อแต่งตัวเสร็จ เขาวางแผนการเดินทางไว้คือหกโมงเช้า เขาตรวจปืนก่อนเสียบลงซองเช่นเคย รถแล่นมาถึงป่ายางพาราจุดหนาทึบและเป็นเนินสูงสังเกตเห็นรถกระบะคันหนึ่งตามมา แม้ว่าเขาจะใช้ความเร็วสูงก็ยังตามมาติดๆ พร้อมที่จะแซง เขาเห็นผิดสังเกตจึงชะลอความเร็วและเปิดไฟเลี้ยวซ้ายสัญญาณให้แซง คันนั้นรีบแซงขึ้นไป  และแล้ว....คนที่อยู่กระบะหลังก็ยกปืนขึ้นสาดกระสุนกระหน่ำใส่เขาหลายนัด เขาตกใจตะลึงไปชั่วครู่ ได้สติจึงเหยียบเบรกหยุดรถ และก้มต่ำหลบกระสุน กระจกหน้ารถแตกกระจาย เขารู้สึกชาตามตัว หรือว่าถูกยิงเขาคิดพร้อมใจเต้นระทึก เจออีกแล้วหรือนี่ จึงตัดสินใจล้วงเอาปืนมากำไว้แน่น เสียงปืนเงียบแล้ว  แต่ไม่กล้าโผล่หน้าขึ้นไปดูกลัวถูกยิงซ้ำ เขาได้ยินเสียงคนพูดแว่วๆ ว่าโดนแล้วๆ ไปตัดหัวมา  เขายิ่งชาตามตัวหนักขึ้นจนกลายเป็นเจ็บปวด เลือดไหลอาบเสื้อแดงฉาน พยายามขยับตัวแต่ไม่สำเร็จ ฉับพลันนั้น...เสียงคนเดินมาที่รถเขาพร้อมเปิดประตูออก เขารวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายยิงปืนใส่โดยไม่ต้องเล็ง  เสียงปืนดังกึกก้องพร้อมร่างนั้นทรุดฮวบลง สักครู่ได้ยินเสียงรถคันนั้นขับออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นสติของเขาก็ดับวูบ

          เขาเห็นบ้านของเขา เห็นลูก เมียนั่งเล่นอยู่ในบ้าน โอ...นี่  เขาได้กลับมาบ้านแล้วหรือนี่ เขาดีใจรีบก้าวเข้าไปยืนยิ้มพลางเรียกเมียให้หันมารับรู้ว่ากลับมาแล้ว แต่... เงียบเฉย ไม่มีคำตอบ หรือว่าเธอไม่พอใจ งอนเขาเหมือนครั้งที่ดื่มเหล้ากลับดึก เขาจึงเดินเข้าไปแตะไหล่เธอ แต่ต้องตกใจเพราะเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ว่างเปล่า หรือว่า...เขาตายแล้ว ไม่ ต้องไม่ใช่ ขาแค่ฝันไป ฝันไปแน่ๆ  

          จากนั้น เขารู้ว่ามาอยู่ที่ที่แห่งหนึ่ง เขาไม่ทราบว่าเป็นที่ไหน มาได้ยังไง บรรยากาศค่อนข้างมืด

          “เจ้าชื่อ.....ใช่หรือไม่”  เสียงแห่งพลังอำนาจนั้นเรียกชื่อนามสกุลของเขา

          “ใช่ครับ” เขาตอบและอยากถามคืนว่าท่านเป็นใคร แต่คล้ายกับว่ามีพลังอันลี้ลับไม่ให้ถามและให้ยำเกรงต่อเสียงนั้น

          “ข้าจะให้คนพาเจ้ากลับไป มันยังไม่ถึงเวลาของเจ้า จงหมั่นทำความดีต่อไป จำไว้ให้ดี จงหมั่นทำแต่ความดี...ไปได้”  สิ้นเสียง มีใครคนหนึ่งมาดึงแขนแล้วดันข้างหลังให้เดินไปข้างหน้าสอง-สามก้าว และผลักเขาอย่างแรง ร่างของเขาลอยละลิ่วในหุบเหวแห่งความมืด เขาสะดุ้งตกใจ

          “โอ้...ฟื้นแล้ว โชคดีที่กระสุนเลยขั้วหัวใจไปนิดเดียว” หมอพูดขณะยกเครื่องกระตุ้นหัวใจออกจากอกเขา

          เสียงเคาะประตู เมื่อเปิดออกมีผู้ที่ก้าวเข้ามาพร้อมผู้ติดตามสองคน

          “ผมเป็นตัวแทนจากท่านอธิบดีมาเยี่ยมให้กำลังใจ ท่านอธิบดีทราบเรื่องของปลัดแล้ว ท่านเห็นใจจึงประสานกับ อบต. ในภาคอีสาน มีแห่งหนึ่งในจังหวัดใกล้บ้านปลัดนะแหละตำแหน่งว่าง เขายินดีรับโอนย้าย  แต่ต้องย้ายไปในระดับ 7 ก่อนนะแล้วค่อยไปขอปรับ 8 เอา รีบทำเรื่องล่ะเดี๋ยวโดนแซงคิว ชื่อ อบต.อยูในซองนั่นแหละ”  พูดจบก็มอบกระเช้าให้ เขายกมือไหว้ขอบคุณ เมียที่มาเฝ้าดูแลเขารับเอาแทน

          “เอ้อ...ปลัดเก่งมาก” พูดพร้อมยกนิ้วโป้งให้

          เขายิ้มจืดๆ กับความโชคดีบนความโชคร้าย หรือความโชคร้ายบนความโชคดี  เขาไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนดี  แต่ที่แน่ๆ เขาคือว่าที่ปลัด 8  ชั่งเถอะได้ย้ายกลับบ้านอยู่กับครอบครัวก็ดีแล้ว เขาพึมพำก่อนหันไปมองหน้าเมียที่ยิ้มด้วยความยินดี

 

 

*************************************

 ดาวน์โหลดเรื่องเล่าข้างต้นคลิกที่นี่

 

 

 
 



 


ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand