เรื่องเล่าจาก ป.ยุทธ :  สามทหารเสืออบต. ตอน ปลัด 10
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  24 ก.ค. 55     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  10313  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 

สามทหารเสือ อบต.

ตอน ปลัด 10

โดย...ป.ยุทธ

 

            ปีนี้ พ.ศ. 2560  ข้าพเจ้าโชคดีได้เลื่อนขึ้นเป็นปลัดเทศบาลซี 9 แล้วได้โอนย้ายมาลงเทศบาลเมืองแห่งนี้   เทศบาลเมืองนี้ตั้งอยู่ในตัวอำเภอที่เป็นบ้านเกิด 

            กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน จนบัดนี้อายุอานามย่างเข้าเลขห้า  แต่ถึงอย่างไรในสายตาผู้ที่รับราชการจะมองว่าข้าพเจ้าโชคดีในความก้าวหน้า  โชคดีตรงที่ว่าถ้าเปรียบเทียบกับข้าราชการรุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่ผู้บรรจุก่อนก็ตามที บางคนยังก้าวไม่ถึงไหน เพราะเส้นทางของแต่ละคนล้วนแล้วต้องประสบขวากหนามแตกต่างกัน

            เมื่อย่างก้าวเข้ามาในสำนักงาน ณ ที่แห่งนี้ช่างโอ่อ่า ใหญ่โตและร่มรื่น สมกับเป็นเทศบาลเมืองเสียจริงๆ นี่ถ้าเขาไม่เปลี่ยนระเบียบใหม่ว่า นักบริหารงานเทศบาลระดับ 9 ให้ไปสอบคัดเลือกที่ ก.กลางล่ะก็  ข้าพเจ้าคงไม่มีหวังเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้  เพราะติดขัดระบบเส้นสาย ขาดกระสุนดินดำที่จะไปยิงให้ได้ชัยชนะ เพราะระเบียบเก่านั้นว่าไว้ว่าการบริหารงานบุคคลให้เป็นอำนาจของท้องถิ่น อำนาจของท้องถิ่นจะเป็นใครไปล่ะถ้าไม่ใช่นายกฯ โชคดีที่สมาคม สมาพันธ์ ชมรม ที่เป็นตัวแทนผนึกกำลังวิ่งเต้นเปลี่ยนระเบียบใหม่   เป็นระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลข้าราชการท้องถิ่น พ.ศ. 2559 ที่ระบุว่าข้าราชการท้องถิ่นจะขึ้นระดับ 9 ระดับ 10 ให้สอบที่ ก.กลาง และให้บรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่สอบได้ตามมติเท่านั้น ต่ำว่าระดับ 9 ให้คงเดิม   นี่จึงนับว่าโชคดี ไม่งั้นคงเกษียณอยู่ที่เดิมไม่ก้าวหน้าเช่นนี้

            งานเลี้ยงต้อนรับข้าพเจ้าถูกจัดขึ้นอย่างรีบเร่งและเรียบง่าย คณะผู้บริหารฝ่ายการเมืองให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  ข้าพเจ้ากล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณทุกฝ่าย ตบท้ายด้วยเสียงเพลงคาราโอเกะคอมพิวเตอร์ ในบทเพลงที่ชื่นชอบเพราะสะท้อนชีวิตสมัยหนุ่มๆ

            ¯รู้ทั้งรู้ว่าสู้ไม่ไหว¯ ไม่มีอะไรจะให้อย่างเขา ¯เขาไม่รักไม่รักหรอกคนอย่างเรา ¯ไม่มีอย่างเขาที่เธอต้องการ¯

            เสียงปรบมือให้ดังกราวเมื่อจบเสียงเพลง

 

            หลายวันต่อมา ขณะนั่งทำงานมีเสียงเคาะประตู พร้อมพนักงานสาวหน้าห้องเข้ามา

            “มีผู้ขออนุญาตเข้าพบค่ะ”

            “เชิญเลยครับ” ข้าพเจ้าไม่เคยถามเลยว่าคนที่มาพบเป็นใคร เพราะถือว่าคนที่มาหาต้องมีธุระหรือมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ก็ในเมื่อเราอาสามาทำงานเพื่อประชาชนแล้วนี่ ทำไมต้องเรื่องมาก  ไม่จำเป็นต้องนัดหมาย ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า อยากพบเมื่อไหร่ได้พบเมื่อนั้น

            ชายหญิงวัยกลางคู่หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมยกมือไหว้

            “จำน้องได้ไหมค่ะ”

            “จำได้สิ”  ที่จริงแล้วข้าพเจ้าจำเธอกับสามีได้ตั้งแต่โผล่หน้ามาแล้ว   แล้วจะไม่ให้จำได้ยังไง  เธอได้ฝากรอยซ้ำ รอยแห่งความเจ็บปวดตราตรึงไว้ในหัวใจของข้าพเจ้านานแสนนาน นานจนแทบชนิดลืมไม่ลง   แต่นั่นมันคืออดีตที่ข้าพเจ้าไม่ได้โกรธหรือเกลียดเธอเลย มันเป็นความผิดหวังในใจลึกๆ ของตัวเองเสียมากกว่า

            ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว  ตอนนั้นได้พบรักกับเธอเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน  มันเป็นรักครั้งแรกของข้าพเจ้าที่ฝังใจ  เธอสวยมาก สวยจนไปต้องตาต้องใจชายหนุ่มมากหน้าหลายตา  ข้าพเจ้าตามเธอไม่ทัน ความรักที่มอบให้ช่างล้นเหลือไม่มีอะไรอีกแล้ว เธอรู้ว่าข้าพเจ้ารักเธอมาก แต่ดูเหมือนว่าเธอคิดด้วยแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง หลายต่อหลายครั้งที่ข้าพเจ้าพยายามตัดใจจากเธอ เพราะถึงยังไงเสียต้องผิดหวังแน่คู่แข่งมากมายซะเหลือเกิน  แต่บางครั้งดูเหมือนว่าเธอกลับมาให้ความหวังอีกครั้ง 

            ข้าพเจ้าสอบเข้ารับราชการเป็นปลัด อบต. ได้ใน ปี 2540 เธอแสดงความยินดีด้วยก่อนที่จะไปบรรจุลง อบต. แห่งหนึ่งติดชายแดนเขมร  เราห่างเหินกัน ติดต่อกันทางจดหมายบ้าง โทรศัพท์สาธารณะบ้าง เสาร์-อาทิตย์กลับมาบ้านไปหาเธอที่บ้าน และพบบ้างไม่พบบ้าง

            แต่แล้ววันหนึ่งเป็นวันที่ข้าพเจ้ากลับบ้านในวันหยุด เธอก็มาหา แรกทีดีใจมาก แต่เมื่อเธอยื่นการ์ดสีชมพูให้ ข้าพเจ้าเปิดอ่านหัวใจแทบสลาย เธอตัดสินใจเลือกกับเขาคนนั้น เขาเป็นวิศวกรหนุ่ม ซี 5 ของเทศบาลนครแห่งหนึ่ง  ใช่...นั่นคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของเธอ   ถ้าจะเทียบหน้าที่การงานแล้ว  ข้าพเจ้าเป็นรองเขามาก ที่ทำงานอยู่ถิ่นกันดาร หน่วยงานก็ไม่มั่นคงจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ส่วนเขาอยู่ในตัวจังหวัด เทศบาลนครที่เจริญ

            งานวิวาห์ของเธอ  ข้าพเจ้ารดน้ำสังข์ด้วยมือที่สั่นเทา ปากเอ๋ยอวยพรอย่างละล่ำละลักอย่างไม่รู้ตัว  ลงท้ายเมาเท่านั้นที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด

            “เลิกงานแวะไปทานข้าวต่อที่บ้านนะพี่” เธอเอ่ยชวนข้าพเจ้าส่วนเจ้าบ่าวยิ้มอย่างมีชัย  ขณะเดินถ่ายรูปตามโต๊ะแขกที่มาร่วมงาน  ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบรับ

พองานพิธีเลิกราวห้าทุ่ม ข้าพเจ้าขับรถออกจากโรงแรมที่จัดงานไปบ้านเธอตามคำชวน   เห็นพ่อแม่ของเธอให้การต้อนรับแขกหลายคนที่มาส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นเรือนหอ พอเห็นข้าพเจ้าพวกเขาก็เชื้อเชิญให้นั่งร่วมวง  พ่อเธอมองข้าพเจ้าอย่างกระหยิ่มภูมิใจที่ได้ลูกเขยที่ดีกว่า

ข้าพเจ้ายกแก้วเหล้าที่พวกเขารินให้แก้วแล้วแก้วเล่า  และแล้วสายตาสัปดนก็แหงนมองไปที่เรือนหอ ใจเต้นระรัวเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของคนสองคนรวมเป็นหนึ่งเงา แล้วไม่นานไฟนั้นก็ดับลง   ข้าพเจ้ายกแก้วนั้นดื่มเป็นแก้วสุดท้ายก่อนที่จะขอตัวกลับออกไปจากที่นั่น  เดินเซออกมาโดยที่ไม่มีใครแยแสดังเช่นหมาหัวเน่า

 

แทบทุกวันหลังเลิกงานข้าพเจ้าจะจมปลักอยู่กับสุราเมรัย

            “เป็นไงล่ะเพื่อน เขาเป็นถึงวิศวกรเชียวนา  เรามันแค่ปลัดบ้านนอก เป็นลูกน้องกำนัน มันเป็นธรรมดาโว้ย...ที่ผู้หญิงจะต้องเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด เหมือนเราทำข้อสอบไง ก.ข.ค.ง.ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ฮ่าๆๆ  เอ้า...ดื่มอย่าคิดอะไรมาก ดื่มเพื่อลืมเธอ”  ไม่รู้ว่าเพื่อนปลอบใจหรือเย้ยหยันกันแน่ แต่ข้าพเจ้าก็ดื่มตามอย่างว่าง่าย และในที่สุดก็กลายมาเป็นคนขี้เหล้าเมาหยำเป

             ข้าพเจ้าอยู่กับความเมาทุกทิวาราตรี  ไปทำงานก็เป็นประเภทสะลึมสะลือเมาไม่ส่าง จนถูกกำนันผู้บังคับบัญชาตำหนิ

            ข้าพเจ้าต้องทำอะไรซักเพื่อลืมเธอให้ได้ แต่ถ้าลืมไม่ได้ก็ต้องให้ชนะอะไรซักอย่าง  ในที่สุดข้าพเจ้าต้องประกาศเลิกเหล้าเมื่อเข้าพรรษาปีนั้น

 

             หลังจากนั้นข้าพเจ้าเรียนต่อปริญญาโท และมุ่งมั่นทำงาน ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ โดยไม่สนใจสตรีเพศ ไม่มีความรักให้ใคร แม้ว่ามีหลายสายตาของสาวๆ ที่บ่งบอกถึงไมตรีจิตและเชื้อเชิญเข้ามาในหัวใจ แต่...ไม่มีเสียงตอบรับจากหัวใจที่ท่านเรียก

            ข้าพเจ้าถามหัวใจของตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่หารักใหม่มาทดแทน คนเราต้องมีสถาบันครอบครัว มีลูกไว้สืบสกุล แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ กะอีแค่ผิดหวังกับผู้หญิงคนเดียวทำไมต้องปลงขนาดนี้ด้วย  ผู้หญิงหรือก็เยอะแยะสวยๆ ทั้งนั้น เอาสิใครซักคนก็ได้ นี่คือความคิดที่อยากให้เดินหน้า แต่อีกความคิดหนึ่ง อย่าเลยปลงเสียเถอะ    อย่าไปยุ่งเกี่ยวความรักเลย ความเจ็บปวดชอกช้ำ   อดีตเคยสอนไว้ ครองตนเป็นโสดเถอะ

 

            และแล้ว...กาลเวลาก็เดินทางมาถึง ปลายปี 2555 รัฐบาลได้ประกาศให้องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบล

            ข้าพเจ้าเปลี่ยนตำแหน่งจาก ปลัด อบต. มาเป็นปลัดเทศบาล จากนั้นขออนุมัติจากนายก เพื่อขอความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ยกเทศบาลขนาดเล็กขึ้นเป็นเทศบาลตำบลขนาดกลาง แล้วสมัครคัดเลือกเลื่อนเป็น ปลัดเทศบาล ซี 8   เมื่อได้แล้วข้าพเจ้ารู้สึกโล่งอก นึกว่าจะตายอยู่ซี 7 ซะแล้ว เพื่อนๆ ก็เหมือนกัน ได้ 8 กันถ้วนหน้ามากหน้าหลายตา แต่บางแห่งที่มีรายได้รวมเงินอุดหนุนของเทศบาลแล้วต่ำกว่ายี่สิบล้าน จึงยังไม่ได้ต้องรอไปก่อน

            ต่อมาสมาคม สมาพันธ์ ชมรม ที่เป็นตัวแทนผนึกกำลังวิ่งเต้นเปลี่ยนระเบียบใหม่   เป็นระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลข้าราชการท้องถิ่นใหม่ ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสขยับเข้ามานั่งเก้าอี้ปลัด 9 ณ เทศบาลเมืองแห่งนี้

@@@@@@@@@@

 

            “แล้วมาหาพี่มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า” ข้าพเจ้าถามพลางมองหน้าเธอกับสามีวิศวกรที่เคยมอบความผิดหวังให้ในอดีต ณ เวลานี้ความสวยความหล่อของเธอและเขาจางหายไปบ้าง แล้ว รูปร่างก็อวบอ้วนขึ้น โดยเฉพาะสามีวิศวกรของเธอพุงยื่น  ใบหน้าอวบอูม  ซึ่งต่างจากข้าพเจ้าที่วิ่งออกกำลังกายทุกวัน บุคลิกจึงดูทะมัดทะแมง

            “คือว่า... เอ้า..พี่เป็นคนพูดรายละเอียด” เธอหันไปทางสามี

            “คืองี้ครับท่านปลัด ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายโยธา ระดับ 7 ที่เทศบาลนคร... จะขึ้น ผอ.กองช่าง 8 ก็ไม่ได้เพราะตำแหน่งไม่ว่าง ส่วนเทศบาลนี้ตำแหน่งว่างพอดี ผมอยากจะมาขึ้น ผอ.กองช่าง 8 ที่นี่ครับ” เขาพูดอย่างอ่อนน้อม

            “อ๋อ...” ข้าพเจ้าพยักหน้าก่อนพูดต่อ   “เอางี้ให้คุณไปคุยกับท่านนายกเลย ถ้าท่านเอาผมก็ไม่ขัดข้อง”

            “ขอบคุณครับท่านปลัด คือท่านนายกให้มาคุยกับท่านปลัดก่อนนะครับ”

            “ขอบคุณค่ะพี่ปลัด” เธอพูดพลางมองหน้าข้าพเจ้ายิ้มหวานปนละห้อย ขณะที่สามีเธอเดินออกไปแล้ว แต่เธอยังยืนมองข้าพเจ้าอยู่ชั่วครู่  โดยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่  ข้าพเจ้ายิ้มตอบ

 

            หลายเดือนต่อมาเขาได้เข้ามาเป็น ผอ.กองช่าง  และข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปตรวจงานก่อสร้างพร้อมเขา  เมื่อเสร็จจากการตรวจเป็นเวลาเที่ยงพอดี ข้าพเจ้าเลยชวนเขาไปกินข้าวที่ร้านแห่งหนึ่ง  เราสนทนากันหลายเรื่อง และช่วงหนึ่ง

            “ขอโทษนะครับท่านปลัดสำหรับเรื่องราวในอดีต” เขาพูดพลางมองหน้า

            “ขอโทษขอเทิดอะไรกัน มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเหอะท่าน ผอ. ผมลืมมันแล้ว”

            “ผมว่าท่านปลัดยังฝังใจอยู่นะ เพราะท่านยังครองตัวเป็นโสดอยู่ทุกวันนี้” เขายกเบียร์ขึ้นดื่มไปด้วย   ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ตอบเขาแต่มีอะไรบางอย่างมาสะกิดใจ

            “ฮ้า...รู้งี้ไม่ไปแย่งท่านปลัดก็ดีนะ ทุกวันนี้ขี้บ่นฉิบ อ้วนก็อ้วน” ประโยคนี้เขาพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน

 

            กาลเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ผ่านมาจนถึง ปี 2568  ข้าพเจ้าโชคดีอีกแล้วได้ผ่านการคัดเลือกเลื่อนเป็นปลัดเทศบาล ซี 10 ประจำเทศบาลนครของจังหวัด อายุราชการนับแล้วเหลืออีก 1 ปีก็จะเกษียณ

            อดีตปลัด อบต. เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันไม่มีใครรู้จักตำแหน่งนั้นเลย ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร  เพราะเปลี่ยนเป็นเทศบาลหมดแล้ว  เด็กๆ เยาวชน พอรู้จักจากการเรียนในตำราวิชาสังคมศึกษา ส่วนนักศึกษารู้จักเฉพาะผู้ที่เรียนคณะรัฐศาสตร์เท่านั้น  ข้าพเจ้ามองย้อนอดีตและพูดได้เต็มปากเต็มคำ ณ เวลานี้ว่า

            “ใครว่า ปลัด อบต. จะไม่ก้าวหน้าวะ”  พูดพลางมองเหรียญประดับชุดเต็มยศ ขณะเดินไปร่วมงานพระราชพิธี

 

 ๒๔ ก.ค.๕๕

@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

             ดาวน์โหลดเรื่องเล่าข้างต้น คลิกที่นี่

 

           

 

           

 
 



 


ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand