ชวนคุยเรื่องท้องถิ่น :  บทสรุปการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  28 เม.ย. 56     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  7374  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 

บทสรุปการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

ของผู้บริหารและข้าราชการส่วนท้องถิ่น

-------------------------

          สวัสดีครับ เพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้สนใจเรื่องของคนท้องถิ่นทุกท่าน  วันนี้ ผมขอสรุปผลความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของผู้บริหารและข้าราชการส่วนท้องถิ่น มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งครับ ที่ผมใช้คำนี้ ก็เพราะว่า กองทุนที่จะจัดตั้งนี้ ผู้มีสิทธิได้รับบริการก็คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันอยู่แล้ว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด นั่นหมายถึง ผู้บริหารท้องถิ่น คือ นายกอบจ. / นายกเทศมนตรี / นายกอบต. / ข้าราชการอบจ. / พนักงานเทศบาล / พนักงานส่วนตำบล และลูกจ้างประจำในสังกัดอบจ.-เทศบาล-อบต. พร้อมครอบครัวตามกฎหมาย หลักการก็คือ การเฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุขร่วมกันของคนทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นภาระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นการเฉพาะ เนื่องจาก ผู้ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ ผู้ที่ทำงานให้กับชาติบ้านเมืองประเทศเดียวกันครับ

          ตามที่ผมได้เชิญชวนพวกเราคนท้องถิ่นไปร่วมยื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และมอบแจกันดอกไม้เป็นการขอบคุณและให้กำลังใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนกร) เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล การเชิญชวนพวกเราผ่านเว็บไซต์และเฟสบุ๊คของผมนั้น สร้างความโกลาหลให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอีกหลายหน่วยงาน เพราะท่านเหล่านั้นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ผมจะนำพวกเราจำนวนมากไปกดดัน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาจัดสรรเงินเข้ากองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวข้างต้น ผมจึงได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโทรศัพท์มาสอบถามข้อเท็จจริงและยืนยันการเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลของผมและคณะถึงสองครั้งสองครา โดยครั้งที่สองท่านแจ้งว่า ท่านได้พูดคุยกับรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ยังมีความเข้าใจที่ตรงกันว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่มีการลงนามกันเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา เพียงแต่อยู่ระหว่างการหารือว่าจะใช้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ หรือเงินอุดหนุนทั่วไปเท่านั้น ซึ่งท่านก็ได้แสดงความห่วงใยมายังพวกเราว่า ไม่ต้องการให้พวกเราละทิ้งพื้นที่มากรุงเทพฯ ซึ่งผมก็ได้นำเรียนไปว่า พวกเราไม่ได้ไปกันเป็นจำนวนมากมีเพียงตัวแทนไม่กี่คนเท่านั้น (แม้มีหลายท่านแจ้งความประสงค์เดินทางเข้ามาร่วมผมก็ขอขอบคุณและขอให้ยกเลิกการเดินทาง) ซึ่งจากฟังน้ำเสียงของท่านก็ยังคงกังวลใจอยู่ไม่น้อย คล้อยหลังเพียงหนึ่งวัน ผมก็ถูกกระหน่ำโจมตีอย่างหนักจาก “เชื้อ ฮั่นจินดา” ประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ทั้งในเฟสบุ๊ค ทั้งในเว็บไซต์ของสมาพันธ์ฯเอง ซึ่งก็ทำให้ผมและคณะงงเป็นไก่ตาแตกว่า “ทำไมเชื้อถึงมีอารมณ์ขนาดนั้น” ทั้งที่เรื่องที่จะไปดำเนินการนั้นก็เป็นเรื่องเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของพวกเราทั้งสิ้น มิได้ทำเพื่อต้องการเกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ ดังที่เชื้อได้กล่าวหาอย่างรุนแรงเช่นนั้นเลย จากข้อความของเชื้อก็ทำให้ ผู้ที่เชื้อกล่าวหาผมว่าไปอ้างคนโน้นคนนี้ให้สัญญาณนั้น ทำให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นต้องเสียเวลาอันมีค่าของท่านโทร.มาหาผมเพื่อสอบถามเรื่องราวดังกล่าว สร้างความไม่สบายใจทั้งสองฝ่าย ผมจึงต้องดร๊าฟเฟสบุ๊คที่ผมเคยเอ่ยถึงท่านและเฟสบุ๊คที่ได้เชิญชวนพวกเราส่งไปให้ท่านอ่านว่า “ผมมิได้อ้างชื่อท่านแต่อย่างใด ดังที่เชื้อพยายามโยงใยให้ท่านเข้าใจในตัวผมและคณะผิดๆ” ซึ่งเข้าใจว่าท่านคงเข้าใจในเจตนาของพวกเราแล้ว สำหรับผู้ที่ประสานมายังผมและคณะเพื่อขอให้เราเคลื่อนไหวเพื่อรักษาสิทธิของพวกเราส่วนใหญ่ไว้ ซึ่งท่านมีเจตนาที่ดีมากและท่านได้รับรู้สัญญาณที่ไม่สู้ดีนักกับเรื่องนี้ ท่านจึงได้ประสานผมมา ซึ่งมันค่อนข้างกระชั้นชิดมาก ครั้งแรกผมได้ปฏิเสธไป แต่เมื่อท่านประสานมาครั้งที่สอง ด้วยความเกรงใจท่านที่ท่านมิได้อะไรจากการจัดตั้งกองทุนนี้เลย แต่ท่านเป็นคนนอกท่านกลับร้อนใจมากกว่าพวกเราที่พวกเราต้องใช้เงินจากกองทุนนี้ ผมจึงได้ตอบรับไปในเบื้องต้นว่าจะพยายามไปเท่าที่ระดมคนได้ ซึ่งไม่มีช่องทางใดที่ผมจะสื่อสารกับพวกเราได้เร็วที่สุดก็คือ เฟสบุ๊ค และผ่านคอลัมน์นี้ กลับไปอ่านเฟสบุ๊คและคอลัมน์ที่ผมเชิญชวนพวกเราได้ว่า ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่ไประบุถึงชื่อผู้ใหญ่ในกรมส่งเสริมฯหรือในสถาบันอื่นที่เชื้อกล่าวหา และไม่มีข้อความใดเลยที่ระบุว่า “จะไปเดินขบวน” ตามที่เชื้อกล่าวหาอย่างรุนแรงอีกเช่นเคย ในการเดินทางไปครั้งนี้ ผมพยายามติดต่อ “ศักดิพงศ์” ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลฯ เพื่อประสานให้รับทราบและขอความเห็นถึงสองครั้งสองครา แต่ท่านไม่รับสายและไม่ติดต่อกลับมา จึงไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ผมจึงได้ประสานกับท่านปลัดสรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย เพื่อหารือ แม้ผมจะทราบว่ามาก่อนหน้านี้ว่า ท่านมีภาระต้องไปดูแลมารดาที่ป่วยอยู่ที่บุรีรัมย์ก็ตาม แต่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากท่านปลัดสรณะฯ ท่านยินดีที่จะเข้าร่วมเพื่อเข้าพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกับผมด้วย

          ก่อนเดินทางเพียงครึ่งวัน ผู้ใหญ่ใน สปสช.ที่ประสานขอให้ผมและคณะเดินทางไปทำเนียบ ได้ประสานมาอีกครั้ง จากน้ำเสียงท่าน ผมทราบได้ทันทีว่า ท่านคงถูกผู้ใหญ่ตำหนิมาอย่างมาก และก็เป็นเช่นนั้น ทั้งผู้ใหญ่ในกรมส่งเสริมฯ บุคคลที่เชื้ออ้างอิงถึง และตัวเชื้อเองได้โทร.ไปตำหนิท่านอย่างรุนแรง แต่ท่านก็แจ้งว่า “ไม่เป็นไร เพื่อพวกเรา ผมยินดีถูกด่า เพราะทนเห็นพวกเราเดือดร้อนต่อไปไม่ได้” นี่เป็นคำพูดที่ผมเชื่อว่ามาจากใจของท่าน ซึ่งท่านบอกว่า ขอทำงานเรื่องนี้ให้ลุล่วงก่อนจะโยกย้ายไปทำหน้าที่อื่นในเร็ววันนี้ (ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าท่านทำไปมิได้หวังผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ เพราะท่านไม่ได้จะมาทำงานเรื่องนี้เพื่อหวังตำแหน่งในกองทุนนี้แต่อย่างใด) ดังนั้น เพื่อเป็นการแสดงออกให้ท่านและคนใน สปสช.เห็นว่า พวกเรามิได้ทอดทิ้ง สปสช.ให้เดินตามลำพัง หรือต่อสู้เพียงผู้เดียว ผมและคณะจึงได้สละเวลาและยอมสละเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเดินทางเข้า กทม.อีกครั้ง แม้จะเกรงใจผู้บริหารท้องถิ่นที่พวกเราสังกัดอยู่อย่างมากก็ตาม แต่เพื่อให้การจัดตั้งกองทุนสำเร็จลุล่วงจึงจำเป็นต้องไปครับ

มอบหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผ่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ดาวน์โหลดหนังสือ  คลิกที่นี่) มอบแจกันดอกไม้และกระเช้าผลไม้ให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผ่านผอ.สำนักกองพิธีการและเลขานุการ สำนักนายกฯ

 

          แต่เมื่อมาแล้ว ทางผู้ประสานงานได้แจ้งให้ทราบว่า ผู้ใหญ่ในหลาย ๆ ส่วนได้ขอร้องท่านมา ไม่ต้องการให้พวกเราเข้าพบ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในภาคเช้าเพราะเกรงว่า จะเป็นการไปกดดันการทำงานของท่าน ให้รอฟังผลการประชุมก่อน และจากการเสนอข่าวเรื่องนี้ก็ทำให้สำนักงบประมาณที่มีท่าทีแข็งกร้าวในตอนแรกก็มีท่าทีที่อ่อนลงมามากแล้ว ผมและคณะจึงตอบรับไม่ไปเข้าพบในภาคเช้า พอภาคบ่าย ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไม รปภ.ทำเนียบจึงมาวุ่นวายกับผมและคณะอย่างมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเข้าพบ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึง ๒ ครั้งก็ไม่เคยมีใครมาวุ่นวาย และเข้าพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งก็ไม่เคยปรากฏเรื่องที่วุ่นวายที่ รปภ.เป็นสิบคนมารุมล้อมและมาขอร้องแกมบังคับมิให้เข้าพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (ซึ่งก็ยังสงสัยอยู่ว่ามีใบสั่งหรือไม่) และโน้มน้าวให้ไปยืนหนังสือต่อ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งผมและคณะก็ยินยอมว่า เอาละหนังสือเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ก็ยินยอมไปยื่นผ่าน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ภายในทำเนียบรัฐบาล แต่กระนั้นก็ตาม สุดท้ายฝ่าย รปภ.ก็ยังไม่ยอมให้พวกเราเข้ามอบแจกันดอกไม้ให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี กระทั่งคุณหมอพีระมน นิงสานนท์ คณะทำงานของ สปสช.มาเจรจา สุดท้ายเพื่อความสบายใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และคนใน สปสช.รับทราบแล้วว่า พวกเรามาให้กำลังใจแล้ว และไม่ได้ทอดทิ้งให้ สปสช.เดินเพียงลำพัง พวกเราจึงยินยอมมอบแจกันดอกไม้และกระเช้าผลไม้ (จากสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย) ผ่านผอ.สำนักพิธีการและเลขานุการ แทน

คุณหมอพีระมน นิงสานนท์ คณะทำงานใน สปสช.มาต้อนรับพวกเราและเจรจากับฝ่าย รปภ.ทำเนียบรัฐบาล คุณวิฑูร เอี่ยมโอภาส แจ้งผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลังให้พวกเรารับทราบ

 

          หลังจากนั้น พวกเราได้พบกับท่านวิฑูร เอี่ยมโอภาส ผู้แทนในสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลังที่มี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนกร) เป็นประธาน ท่านได้แจ้งให้พวกเราทราบว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดสรรเงินจำนวน ๓,๕๐๐ ล้านบาท ตั้งจ่ายจากเงินอุดหนุนทั่วไป เข้ากองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของผู้บริหารและข้าราชการส่วนท้องถิ่นในปีแรก ที่กรมส่งเสริมฯขอไป ๗,๐๐๐ ล้านบาท (บวกกับเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการถ่ายโอนและข้าราชการครูท้องถิ่นที่จ่ายจากเงินอุดหนุนเฉพาะกิจอีก ๕๖๑ ล้านบาท รวมเป็น ๔,๐๖๑ ล้านบาท) กรณีเงินไม่พอจ่าย ให้ สปสช.สำรองจ่ายไปก่อนแล้วค่อยขอเงินอุดหนุนเพิ่มในปีถัดไป หลังจากนั้น ผมจึงได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้จาก สปสช. ข้อมูลยืนยันตรงกันว่าเป็นไปตามนั้น โดย สปสช.ต้องไปพิจารณาอีกครั้งว่า จะยืนยันตามตัวเลขนี้หรือไม่ รวมทั้งยังมีข้อกังวลอีกหลายเรื่องกว่าที่กองทุนนี้จะลงเอยหรือจบอย่างสมบูรณ์ ยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง ซึ่งในภาคบ่าย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมติดตามเรื่องดังกล่าว และได้ขอให้ สปสช.เร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็วและกล่าวต่อที่ประชุมว่า หากเงินไม่เพียงพอก็ให้ขอเพิ่มในปีงบประมาณถัดไปได้ สำหรับปีแรกขอให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปก่อน

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมติดตามเรื่องกองทุนค่ารักษาพยาบาล  ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖

 

          (ข้อสังเกต: MOU เมื่อ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ระบุให้กรมส่งเสริมฯขอตั้งงบจากสำนักงบประมาณ ในรูปของเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ แต่มติออกมาเป็น เงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะหากเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจะไปตัดเอาส่วนของที่จะลงไปในรูปของโครงการต่าง ๆ ที่ผ่าน ส.ส.ในพื้นที่ ส่วนเงินอุดหนุนทั่วไป ต้องไปตัดเอาจากเงินที่จะส่งให้เป็นเงินรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง)

          ครับ นั่นคือบทสรุปของที่มาที่ไป เบื้องหน้า-เบื้องหลังของผลการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ผมคงไม่อาจกล่าวว่า จากมติที่ประชุมอนุมัติงบ ๓,๕๐๐ ล้านเป็นเงินก้อนประเดิมนั้น เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของผมและคณะหรือไม่ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่ของตนเองดีที่สุดแล้วครับ ต้องขอขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ แม้จะยังคงมีขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ต้องเสนอครม.และเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจทาน ท่าทีบอร์ดของ สปสช. (คณะใหญ่) จะมีท่าทีต่อมตินี้อย่างไร ที่ต้องนำเงินของ สปสช.มาสำรองจ่ายให้กับคนท้องถิ่น ท่าทีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่ได้มีการเบิกจ่ายตรง(โดยทำบันทึกข้อตกลงกับโรงพยาบาล)ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต หรือ โคราช ก็ตาม องค์กรเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาต่อต้านหรือไม่ คงต้องช่วย ๆ กันอธิบายและขอความเห็นใจเพื่อความสุขกายสบายใจของคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ของประเทศ ขั้นตอนเหล่านี้ ผมและคณะได้หารือกันแล้วว่า ภารกิจวันนี้ (๒๖ เมษายน ๒๕๕๖) เป็นภารกิจสุดท้ายแล้วสำหรับ “สมาคมข้าราชการและพนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย” ที่จะดำเนินการในการผลักดันเพื่อการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสมาคมฯได้ริเริ่มดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เดียวคือ “ให้พวกเราเบิกจ่ายตรง” มิให้เป็นภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พวกเราสังกัด มิให้ผู้บังคับบัญชากังวลใจ มิให้เป็นที่รังเกียจของเพื่อนร่วมงาน มิให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือประชาชนในท้องถิ่นมองพวกเราที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงเป็นตัวประหลาด เป็นตัวถ่วงความเจริญ สมาคมฯต้องการให้พวกเราทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ มีขวัญกำลังใจ มิต้องวิตกกังวลกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งของตนเอง และครอบครัว ทั้งปัจจุบันและอนาคต วันนี้ ภารกิจนี้ถือว่า สมาคมฯได้นำพามาถึงจุดที่เข้าสู่เส้นทางสายตรงแล้ว เมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ลงมากำกับดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เลขาธิการ สปสช. สำนักงบประมาณ รับรู้รับทราบและเข้าใจปัญหาของพวกเราอย่างถ่องแท้ตรงกันแล้ว ผมและคณะก็สบายใจ และถือว่าหมดสิ้นภารกิจหน้าที่นี้เสียที ต่อไปก็ถือว่าเป็นขบวนการขั้นตอนของระบบราชการ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลังที่มีมติไปเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ และตามบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ผมและคณะกรรมการสมาคมฯจึงขอยุติบทบาทในการขับเคลื่อนเรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลไว้เพียงเท่านี้ ต่อไปขอให้พวกเราติดตามเรื่องนี้จาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. แทน เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ สปสช.โดยตรง


คณะกรรมการสมาคมข้าราชการฯ ที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้

 

          สุดท้าย ผมขอขอบคุณเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ที่ติดตามผลการขับเคลื่อนเรื่องนี้จากผมมาอย่างต่อเนื่องและอย่างเข้าใจ รับรู้รับทราบพร้อมให้กำลังใจกันมาโดยตลอด แต่เมื่อใดที่การจัดตั้งกองทุนนี้ล้มเหลว เมื่อนั้นผมและคณะพร้อมจะออกมานำเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อีกครั้ง แต่เมื่อใดกองทุนนี้ประสบผลสำเร็จจัดตั้งได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ผมจะขอเชิญชวนพวกเราได้ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปยัง ท่านปลัดฯณัฐพร (ป.แหวน) ภูศรีฤทธิ์ อดีตปลัดอบต.สำโรง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น และท่านปลัดฯจารุวรรณ (ป.หล้า) ชื่นจิตร อดีตปลัดอบต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผู้จุดประกายให้ผมและสมาคมฯออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน

 

ด้วยจิตคารวะ

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
กลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น
๒๘ เมษายน ๒๕๕๖

 

ดาวน์โหลดบทความข้างต้น  คลิกที่นี่

 

 

 

 ยังไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวประชาสัมพันธ์

กระดานสนทนา แสดงความคิดเห็น
 
เข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น  
ชื่อผู้ใช้ : 
รหัสผ่าน : 
รหัสตรวจสอบ :    ตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีผลต่างกัน
พิมพ์รหัสตรวจสอบ : 
   
 

 

ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand