ชวนคุยเรื่องท้องถิ่น :  อำนาจ ความแค้น รังสีอำมหิต
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  27 ก.พ. 56     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  4936  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 

อำนาจ ความแค้น รังสีอำมหิต

----------------------------

          สวัสดีครับ เพื่อน ๆ คนท้องถิ่นทุกท่าน ผมไม่ได้เขียนมาทักทายพวกเราหลายสัปดาห์ในช่วงนี้ เพราะมัวตระเวนทำโน้นทำนี่ จนไม่มีเวลามานั่งเขียนคอลัมน์นี้มาทักทายพบปะพวกเรา   แต่ก็พยายามแจ้งข่าวสำคัญ ๆ ให้พวกเราเป็นระยะ ๆ ผ่านคอลัมน์นี้หรือผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวบ้าง (น่าจะเป็นส่วนใหญ่)

          วันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือเขียนสักนิดหนึ่ง เพราะมีเรื่องที่ต้องการสื่อให้พวกเราได้ร่วมกันคิดสักนิดหนึ่ง ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีกับพวกเราคนท้องถิ่นโดยเฉพาะ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และผู้บริหารท้องถิ่น (รวมครอบครัว) ที่จะได้มีโอกาส “เบิกจ่ายตรง” ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไป (หากไม่มีอะไรสะดุด) เพราะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ถึงขั้นลงมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยตัวท่านเอง ด้วยการเป็นประธานสักขีพยานในการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง ๑๓ องค์กรของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (น.พ.ประดิษฐ์ สินธวรงค์) และ เลขาธิการ สปสช. (น.พ.วินัย สวัสดิวร) ที่ได้กราบเรียนและอธิบายให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้รับทราบและเข้าใจเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วยตัวท่านเอง ย้อนหลังไปก่อนที่จะเกิดวันนี้ได้ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ คนท้องถิ่นหลายพันคนที่ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร้องทุกข์ต่อรัฐบาลหลายครั้งหลายครา โดยการนำของ “สมาคมข้าราชการและพนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย” นับแต่เดือน ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ (ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมส่งเสริมฯ ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น) ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ (ยื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล) ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ (เดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปกระทรวงมหาดไทย เข้าพบ รมช.มหาดไทย) ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔ (ยื่นหนังสือต่อ รมช.มหาดไทย-นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ณ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)  ๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ (ยื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล) จนถึงปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถทำให้ผู้นำรัฐบาลได้เข้าใจในความทุกข์ของพวกเรา จนเป็นที่มาของการสร้างประวัติศาสตร์ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา น.พ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ได้แจ้งต่อที่ประชุมสัมมนาเรื่อง สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ การเบิกจ่ายตรงฯ รุ่นที่ ๓ ที่โรงแรมไดอิชิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่จัดโดย สมาคมข้าราชการฯ ให้คำมั่นว่า ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ พวกเราคนท้องถิ่นจะได้เบิกจ่ายตรงค่อนข้างแน่นอน และ สปสช.จะบริหารจัดการกองทุนนี้ให้คนท้องถิ่นได้รับสิทธิเบิกจ่ายตรงได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพคุณภาพกว่าระบบเบิกจ่ายตรงของข้าราชการพลเรือนอย่างแน่นอน อนึ่ง ท่านเลขาธิการ สปสช.ได้แจ้งให้ผมทราบเป็นการส่วนตัวว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไป รัฐบาลจะให้ สปสช.รับผิดชอบการเบิกจ่ายตรงของข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ด้วยเช่นเดียวกัน (แทนกรมบัญชีกลางที่รับผิดชอบในปัจจุบัน) ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไป สปสช.จะเข้ามาดูแลเรื่องระบบการรักษาพยาบาลของคนไทยทุกคนทุกสาขาอาชีพ กว่า ๖๐ ล้านคน และ ๒ ท่านที่พวกเราต้องรำลึกถึงคุณความดีเบื้องหลังการต่อสู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ก็คือ ดวงวิญญาณของท่านปลัดณัฐพร ภูศรีฤทธิ์ (ป.แหวน) อดีตปลัดอบต.สำโรง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น และดวงวิญญาณของท่านปลัดจารุวรรณ  ชื่นจิตร (ป.หล้า) อดีตปลัดอบต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ทั้งสองท่านคงจากพวกเราไปอย่างหมดอาลัยเสียที และเชื่อว่าบุญกุศลที่ท่านทั้งสองได้นำกรณีการป่วยของท่านมาเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเราได้ต่อสู้เรื่องนี้จนสำเร็จจะส่งผลให้ดวงวิญญาณของท่านทั้งสองไปสู่สุขคติในสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุดและคอยอำนวยพรให้พวกเราได้ประสบผลสำเร็จได้เบิกจ่ายตรงโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้พวกเราหลายๆคนที่ประสบปัญหาการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันจะได้คลายวิตกกังวลและมีจิตใจที่แจ่มใสขึ้นมา สามารถทุ่มเทสรรพกำลังทำงานให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป...

          เรื่องการเบิกจ่ายตรงกำลังใกล้จะจบลง ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เรื่องที่ผมและคณะจะขับเคลื่อนต่อไปให้สำเร็จภายในปี ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าหลายเท่าก็คือ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ... โดยมีเป้าหมายให้รัฐสภาได้นำบรรจุเข้าสภาผู้แทนราษฎรและพิจารณาในวาระรับหลักการภายในปี ๒๕๕๖ ให้จงได้ โดยเรื่องนี้ได้เริ่มกระบวนการมาพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนการเบิกจ่ายตรงเช่นเดียวกัน ปัจจุบัน มีถนนอยู่ ๔ เส้นทางที่พวกเราจะเดินไปพร้อม ๆ กัน ถนนสายที่หนึ่ง เป็นถนนสายตรงจากรัฐบาลโดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันทราบว่าได้เร่งพิจารณาไปกว่าครึ่งทางแล้ว ถนนสายนี้มีตัวแทนคนท้องถิ่นทั้ง อบจ./เทศบาล/อบต. เข้าไปร่วมเป็นคณะทำงานด้วย ถนนสายที่สอง เป็นถนนสายที่ต้องเดินเท้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นถนนสายที่พวกเราคนท้องถิ่นได้ใช้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเข้าชื่อเสนอกฎหมายเอง เดินทางมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการรอผลการนำบัญชีรายชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนี้ที่กรมการปกครองได้ตรวจสอบแล้วจำนวน ๑๐,๒๙๖ รายชื่อไปประกาศตามจังหวัดต่าง ๆ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้านี้คงส่งรายงานกลับไปที่รัฐสภาครบทุกจังหวัด หลังจากนี้ก็จะเป็นขั้นตอนของการวินิจฉัยว่า กฎหมายนี้เป็นกฎหมายว่าด้วยการเงินที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีลงนามเห็นชอบก่อนหรือไม่ ซึ่งผมจะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ถนนสายนี้ค่อนข้างยาวแต่ก็เดินทางมาเห็นธงชัยอยู่ใกล้ ๆ แล้ว ถนนสายที่สามใช้ช่องทางลัดเลาะไปตามเทือกเขาลำเนาไพร เพื่อเจาะอุโมงค์เข้าไปหาแสงสว่าง โดยใช้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายบุคคลท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ขัดรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หรือไม่ พร้อมร้องขอให้ศาลได้เร่งรัดให้รัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตราร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นกฎหมายโดยเร็ว สำหรับถนนสายสุดท้าย เป็นถนนทางด่วน (มอเตอร์เวย์) ถนนสายนี้ผมพร้อมคณะได้เดินสายร้องขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... เป็นร่างของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ (ส.ส.เพียง ๒๐ คน) โดยผ่านคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของประธานคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น (ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล) แต่หาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจและไม่ดำเนินการให้ก็จะเข้าไปพบส.ส.ฝ่ายค้านต่อไป ถนนทั้งสี่สายมีกำหนดให้พวกเราเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันและพร้อมๆกันในปีพ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยแรงใจจากพวกเราคนท้องถิ่นร่วมกันผลักดัน และอาจได้ขอแรงพวกเราออกไปบนท้องถนนอีกครั้งในปลายปี ๒๕๕๖ หากรัฐบาลและรัฐสภายังไม่มีทีท่าจะพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถึงเวลานั้นจะส่งสัญญาณให้พวกเราอีกครั้งครับ

 

          สำหรับประเด็นย่อยที่พวกเรากำลังวิตกกังวลหรือตั้งตารอคอยอยู่ เช่น ปัญหาการเบิกจ่ายเงินโบนัส การปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือน การกำหนดเงินประจำตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการ ทุนการศึกษา เงินประกันสังคมของพนักงานจ้าง ฯลฯ ผมคิดว่า ประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้มีการพูดคุยและเร่งดำเนินการแก้ไขจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างเร่งด่วนอยู่แล้ว ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ก.ถ. / สำนักพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น / คณะทำงานด้านกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่โดยตรง และเชื่อว่าคนที่ทำงานในองค์กรเหล่านี้รวมถึง ปลัดอบจ./ปลัดเทศบาล/ปลัดอบต. ผู้เป็นกรรมการกลาง (ก.กลาง) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงทำงานอย่างหนักเหมือนกัน เพื่อให้ประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขเยียวยาโดยเร็วต่อไป จึงไม่ต้องไปวิตกกังวลอะไรมาก ทุกอย่างกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการแก้ไขจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกันกับการขาดแคลนอัตรากำลังในอบจ./เทศบาล/อบต.ทั่วประเทศกว่า ๑๐,๐๐๐ อัตรา ที่กรมส่งเสริมฯจะดำเนินการจัดสอบภายในกลางปี ๒๕๕๖ นี้ ก็คาดว่าจะสามารถบรรจุข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น ในตำแหน่งที่ว่างได้ภายในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เช่นเดียวกัน (ผอ.ชนินทร์ ราชมณี ได้กรุณาแจ้งให้ทราบ)

          ประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในวันนี้ เป็นประเด็นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ในการบริหารงานบุคคล ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนนี้ โดยเฉพาะพวกเรากันเองที่บางส่วนไร้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองสามารถเลื่อนตำแหน่งเลื่อนระดับเหนือคนอื่นได้ โดยไม่สนใจเรื่องธรรมเนียมหรือประเพณีปฏิบัติในวงราชการ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคุณธรรมและจริยธรรมในจิตใต้สำนึกของผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นข้ารองพระบาท” ที่ไม่น้อมนำหลักทศพิธราชธรรมมาปฏิบัติให้สมกับคำว่า “ข้าราชการ” ที่พวกเราคนท้องถิ่นเรียกร้องกันมาอย่างต่อเนื่องที่ต้องการใช้คำนี้มานาน ไม่ว่าท่านจะมาจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยเนื้อแท้ที่เริ่มรับราชการ หรือโอนมาจากข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการครูก็ตาม วันนี้ ท่านคือ “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ท่านควรยึดถือปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับคำนี้ และควรยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติของคนท้องถิ่น ไม่ว่าท่านจะเข้ามาด้วยวิธีการใด ถูกต้องหรือใช้เงินใช้ทองมากเพียงใดเพื่อให้บรรจุแต่งตั้งหรือโอนมาเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่เมื่อเข้ามาแล้วควรที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมด้วย

          เรื่องนี้ หลายท่านอาจบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว แต่ผมกลับมองว่าว่า เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนท้องถิ่น เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจยิ่งของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะ การใช้วิชามารเหยียบเพื่อนร่วมงาน กระโดดข้ามหัวผู้บังคับบัญชา และถึงขนาดย่ำหัวผู้บังคับบัญชาของตนเพื่อขึ้นไปเป็นหัวหน้าแทนผู้บังบัญชาของตนเอง คนลักษณะนี้สมควรยิ่งที่จะถูกประณามและถูกรังเกียจและตีหน้าว่า “ข้าราชการชั่ว” เพราะหัวหน้าของตนยังทำได้ แล้วคนอื่น ๆ ที่ใกล้ชิดจะมีใครไว้วางใจได้อีกเล่า วันหนึ่ง คน ๆ นี้อาจวางกับดัก อาจวางระเบิดให้ลูกน้องหรือผู้ใกล้ชิดตนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสก็เป็นได้ ที่กล่าวมานี้ ก็อยากสะท้อนให้พวกเราได้ตระหนักเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมให้จงหนัก หากพวกเราไม่ตระหนักไม่ใส่ใจเรื่องนี้แล้ว ไฉนเลยที่พวกเราจะไปว่ากล่าวหรือด่าทอคนที่เหนือกว่าพวกเราได้ ผมสังเวชใจยิ่งที่ต้องได้เห็นเรื่องนี้ด้วยตาตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น คนที่อยู่เบื้องหลังการทำลายธรรมเนียมประเพณีนี้กลับกลายเป็นบุคคลที่พวกเราเคยไว้วางใจและคิดว่าเป็นคนที่ใช่ เป็นผู้นำของพวกเรา อดีตเคยเป็นถึงปลัดอบต.ระดับ ๘ ยิ่งไปกว่านั้น ยังดำรงตำแหน่ง ก.อบต.ถึงสองสมัย และเป็นนายกสมาคมฯ ของสมาคมฯหนึ่งที่พวกเราเคยคาดหวังไว้สูงมากว่าจะสามารถช่วยเหลือแลพวกเราที่ตกทุกข์ได้ยากและเผชิญชะตาชีวิตระทมทุกข์กับระบบการบริหารงานบุคคลที่เน่าเฟะอยู่ทุกวันนี้ได้ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขาคนนี้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นแห่งนี้ ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขาเคยเป็นปลัดอบต.และเคยได้รับความเมตตาอย่างสูงมากจากอดีตนายกอบต.ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์และเป็นไปตามที่เขาคนนี้ต้องการ จนคนในอบต.แห่งนี้ เรียกอดีตนายกฯผู้ล่วงลับว่า “พ่อ” อย่างสนิทใจทุกคำ พวกเราพอได้รับทราบว่าเขาคนนี้ที่ครั้งหนึ่งเป็นปลัดอบต. มีตำแหน่งเป็นผู้นำในทุก ๆ ด้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ต่างดีใจกันยกใหญ่ ต่างให้ความสำคัญ ต่างนับถือในความสามารถของเขาผู้นี้ ต่างคาดหวังว่า อปท.แห่งนี้ช่างโชคดียิ่ง ข้าราชการและลูกจ้างในอปท.แห่งนี้ทำไมทำบุญมามากถึงได้ผู้บริหารระดับสูงเป็นอดีตปลัดอบต.ที่เข้าใจหัวอกของคนท้องถิ่น คงจะทำงานได้ราบรื่นมีความสุขและเผื่อแผ่มายังพวกเราคนท้องถิ่นในอปท.อื่น ๆ ได้รับอานิสงค์บ้าง

          อนิจจา “อำนาจ” และ “เงินตรา” ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ อำนาจมันช่างหอมหวานเสียจริง ๆ และมันช่างเป็นดาบสองคมเสียนี่กระไร ช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์มาฆบูชาที่ผ่านมา ผมมีเวลาว่างเลยนั่งเปิดดูภาพยนตร์จีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษคือ “สามก๊ก” ฉบับปี ๒๐๑๐ ได้ดูอยู่ ๑๒ ตอน เพียง ๑๒ ตอนผมก็เห็นสัจจธรรมและความน่ากลัวของ “อำนาจ” ที่อาจทำให้คนดี ๆ เช่น อ้องอุ้น ที่เป็นมหาเสนาบดีที่อยู่เคียงค้างฮ่องเต้มาโดยตลอด แต่เมื่อเขาสามารถโค่นล้ม “ตั๋งโต๊ะ” ได้เพียงชั่วข้ามคืน มีอำนาจเหนือฮ่องเต้อยู่ในมือ กลับลืมสิ้นถึงความทุกข์เข็ญของผู้ที่อยู่ข้างฮ่องเต้ คนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจะร้องทัดทานเสนอแนะอย่างไร เพื่อมิให้ อ้องอุ้น ผู้นี้ตามล้างตามเช็ดลูกน้องเก่าของ “ตั๋งโต๊ะ” และยอมรับการสวามิภักดิ์ของลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะเสียเพื่อให้วินๆทั้งคู่ แต่อนิจจา “อ้องอุ้น” ลำพองใจยิ่ง ได้อำนาจมาเพียงชั่วข้ามคืนกลับใช้อำนาจนั้นเที่ยวไล่ล่าลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะ จนเขาหันกลับมาสู้และสุดท้าย อ้องอุ้นผู้นี้ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาจด้วยการกระโดดลงจากกำแพงเมืองเพื่อรักษาชีวิตฮ่องเต้น้อยไว้ แม้ก่อนตายจะรำพึงรำพันกับผู้ที่ทัดทานว่า ตนตัดสินใจผิดและไม่ฟังคำทัดทาน (สำนึกผิด) แต่ก็สายเสียแล้ว สุดท้ายฮ่องเต้และประชาชนต้องตกอยู่ในช่วงภาวะทุกข์เข็ญอย่างยาวนานและกลายเป็นชนวนเหตุของการแย่งชิงอำนาจให้เกิด ๓ ก๊กขึ้น

          อนิจจา ผู้ที่เคยบอกผมว่า ชอบดูภาพยนตร์ประวัติศาสตร์จีนเช่นเดียวกัน ไม่ทราบว่า เขาคนนี้เคยดูสามก๊กหรือไม่ เพราะจุดจบของคนใช้อำนาจไปในทางมิชอบ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยคุณธรรม ใช้อำนาจโดยปราศจากความเมตตานั้น จุดจบของมันก็คือ “ความตาย และหายนะ” เช่น ตั๋งโต๊ะ ถูกลูกบุญธรรมสังหาร อ้องอุ้นกระโดดกำแพงเมืองตาย โจโฉแม้จะตายด้วยโรคประจำตัวแต่สิ่งที่โจโฉสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตก็ไม่ยั่งยืนล่มสลายไปเพียง ๒ ชั่วอายุคนโดยสุมาอี้เท่านั้น แล้วไฉนท่านที่เคยเป็นถึงผู้นำของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะนำชื่อเสียงของตนที่อุตส่าห์สร้างมาค่อนชีวิตของการรับราชการมาทิ้งไว้ในตำแหน่งผู้บริหารที่มีวาระเพียงสี่ปีและเพื่อลูกน้องเก่าคนหนึ่งที่ไร้เกียรติและศักดิ์ศรี ขาดมโนธรรมสำนึก ขาดคุณธรรมและจริยธรรม เพียงเพื่อประกาศให้ทั่วประเทศรู้ว่า “กูคือนายกฯ ทำได้ทุกอย่าง” เช่นนั้นหรือ  วันหนึ่งที่ตำแหน่งหัวโขนนี้หลุดลอยไป ท่านจะได้รับการยกย่องหรือเชิดชูจากใครอีกเล่า ท่านคงเป็นชายแก่ ๆ คนหนึ่งที่ไร้ซึ่งประโยชน์เพื่อการใช้สอยหรือแม้แต่หางตาของคนท้องถิ่นก็คงไม่อยากมองท่านอีกต่อไป ทำไมคุณงามความดีของอดีตนายกอบต.ที่ท่านได้รับความเมตตาอย่างสูงจากเขานั้น ไม่ได้ซึมซับลงไปในมโนสำนึกของท่านเลยหรือ น้ำตาของอดีตนายกอบต.ที่เคยค้ำชูท่านคงไหลหลั่งท่วมพื้นดินเพราะเพิ่งรู้ว่า “ค้ำจุนคนผิด” เชื่อว่าแม้ท่านจากไปแล้ว วิญญาณท่านยังคงวนเวียนอยู่ในอบต.แห่งนี้ด้วยความเป็นห่วงยิ่ง และเชื่อว่า อปท.แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่คนไทยและต่างประเทศให้ความเคารพสักการะบูชา จะลงโทษคนที่ได้ชื่อว่า “อกตัญญูต่อผู้มีคุณ” “ขาดมโนธรรมสำนึก” “ไร้จริยธรรม” “ไร้หลักศีลธรรม” “ไร้หลักของการบริหารตามแนวหลักทศพิธราชธรรม” ท่านไม่ต้องไปกล่าวหาคนอื่นว่า มีรังสีอำมหิตหรอก ตัวท่านเองนั่นแหละเป็น “บ่อเกิดต้นกำเนิดของรังสีอำมหิต”อย่างแท้จริง

          พรุ่งนี้ (๒๘ กุมภาพันธ์) จะมีการสอบเลื่อนระดับผู้อำนวยการกองระดับ ๘ ของอปท.แห่งนี้ ผู้ที่นั่งในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองระดับ ๗ คนปัจจุบัน นั่งทำงานในตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จากที่มีคนทำงานเพียง ๔-๕ คน จนปัจจุบันมีมากกว่า ๗๐ คน จากงบประมาณเพียง ๔-๕ ล้านบาทเป็นเกือบร้อยล้านบาท จากห้องทำงานเล็ก ๆ ในบ้านของกำนันกลายมาเป็นอาคารใหญ่โตมโหฬารอยู่ในวันนี้ วันนี้เขากำลังได้รับรางวัลจากการทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยการให้ไปเป็นลูกน้องของลูกน้องตนเองเช่นนั้นหรือ ทำไมรางวัลนี้มันช่างเจ็บปวดเสียนี่กระไร อายุราชการเพื่อท้องถิ่นกว่า ๑๖ ปี ทนทุกอย่างเพื่อสนองนโยบายฝ่ายบริหารที่อ้างว่า “ทำเพื่อประชาชน” ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามจนทำให้ทุกคนรอดพ้นจากข้อกล่าวหาของ สตง. / ปปช. ฯลฯ แต่รางวัลที่เขาได้รับคือ “ลูกน้องกลายเป็นลูกพี่ ลูกพี่กลายเป็นลูกน้อง” ความเจ็บปวดนี้ ไม่เกิดกับใคร ก็คงไม่ซาบซึ้งเท่า อนิจจา อำนาจทำได้ทุกอย่างจริง ๆ หรือ?

          ผมสะท้อนเรื่องนี้ เพื่อเตือนสติท่านที่ ณ วินาทีนี้ ผมยังให้ความเคารพนับถืออยู่เช่นเดิม แต่เมื่อไหร่ที่พรุ่งนี้ท่านยังคงไม่สำนึกหรือไม่คิดแก้ไข ความเคารพนับถือ ความเป็นพี่เป็นน้องก็คงมิเหลือซึ่งเยื่อใย เพราะเส้นทางของท่านเป็นเส้นทางแห่งความหายนะใครที่เข้าใกล้ท่านก็คงหายนะไปด้วย มัวหมองไปด้วย เพื่อนพ้อง น้องพี่ที่เคยนับถือท่านผมก็เชื่อว่า “ความศรัทธา” ที่เคยมีก็คงเสื่อมสลายหายสาบสูญไปกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจนี้ และขอเตือนคนที่เป็นน้องแล้วอยากเป็นพี่ใหญ่ ท่านเป็นได้แค่ตัว แต่ใจของท่านก็ยังจะเป็นขี้ข้าไปตลอดชีวิต และจะไม่มีใครยกย่องพฤติกรรมเยี่ยงนี้ของท่าน ท่านจะกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของวงการท้องถิ่นที่จะได้รับสมญานาม “คนชั่ว” แห่งวงการท้องถิ่นไปตลอดชีวิต

 

ด้วยความเคารพ

พิพัฒน์  วรสิทธิดำรง
กลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

 

ดาวน์โหลดบทความข้างต้น (ไฟล์ pdf) คลิกที่นี่

 

 
ข้อความ ความคิดเห็นที่ :  1
วันเวลาที่เขียน :  11 มี.ค. 56 05:34:48 น.
 

คงต้องทำใจ นายกฯที่มาจากปลัดท่านนี้ ผมเคยสัมผัสแต่ผิวเผิน เมื่อครั้งที่ไปศึกษาดูงาน อบต.สุเทพ ที่ยังไม่ยกฐานะ ก้อเข้าท่าอยู่ ว่ามีวิสัยทัศน์ดี แต่กระบวนการสรรหาที่เอาลูกน้องเป็นลูกพี่ผมไม่เห็นด้วย ครับ เพราะทำให้การปกครองเสียระบบ ผมเองเคยถามลูกน้องตัวเองว่าจะขึ้นเป็น หน.สป.หรือเปล่าเขาว่าไม่ ก็เลยไม่ว่าเพราะมีคนมาติดต่อขอโอนเป็น แล้วอายุน้อยกว่าเขา เขาต้องยอมรับสภาพ ให้ได้ แต่ยังมีนักการเมืองที่จังหวัดเลยท่านหนึ่งสรรหา ปลัด ๗ มาดำรงตำแหน่งปลัดที่มีคนครองอยู่ในระดับ ๖ โดยบุคคลดังกล่าวมีสิทธิคัดเลือกด้วย แต่นายกท่านนี้บอกว่าไม่เอา ไม่ต้องสมัคร ยังงัยก้อไม่เซ็นต์ ประมาณนั้น สรุปปลัดต้องเป็นรองปลัด ๖ จนถึงปัจจุบันนี้ รวมครอง ๖ ประมาณ ๙ ปีแล้ว นายกไม่ให้ทำ รอง ๗ ด้วย นี่เป็นความอัปยศที่ยิ่งกว่าครั้งใดๆๆ ตอนนี้ได้แต่ช่วยหาทางให้เขาย้ายออกมาก่อน ที่จะถูกรังแกมากว่านี้ คือ ปลัด ขึ้น ๘ ลูกน้องเก่าๆๆ เป็น ๗ ตัวเองไม่ขยับ คงตลกไม่ออก สำหรับการสรรหาของเทศบาลดังกล่าว ถ้ามีการแข่งขันกัน ก็ถือว่าวัดความสามารถกันไป ผมอยากบอกว่าเคยได้ยินท้องถิ่นจังหวัดท่านหนึ่งพูดในที่ประชุมให้พวกปลัด อบต.ฟังว่าตำแหน่งที่พวกคุณจะขึ้นไม่ใช่ตำแหน่งของคุณ แต่เป็นของ อบต.การที่คุณทำทุกๆอย่างแล้วจะเหมาว่าตำแหน่งที่ขึ้นเป็นของคุณนั้นมันไม่ถูกต้อง ผมฟังก็เข้าใจในคำพูดเขา แต่เชื่อว่าปลัดหลายๆๆ คน ไม่ยอมรับแนวคิดนี้ เพราะทุกคนมีความเห็นแก่ตัวกันในตัวทุกคน ซึ่งที่จริงแล้วคนที่เป็นข้าราชการมืออาชีพ จะไม่เหยียบบ่าคนอื่นขึ้นเป็นใหญ่ เพราะจะอยู่ในสังคมไม่ได้ สรุปว่าเขาไม่ทำกันครับ ผมเองมีความคิดว่าถ้าเขาประกาศ โอเพ่น มีการแข่งขันกันแบบกรมเปิดสอบ ใครก็มีสิทธิเข้าแข่งครับ แต่ถ้ามีคนเข้าแข่งในเฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ แต่มีความโปร่งใสในวิธีการคัดเลือก สุจริต เอาคนเก่งจริงมาทำงาน ผมว่าก็น่าจะทำได้แต่เรื่องจริงแล้วมันไม่ใช่มันเป็นเอาพวกมากเข้าว่า ดังนั้นลูกน้องจะเหยียบบ่าลูกพี่ขึ้นสู่ตำแหน่ง คงจะมองหน้าใครไม่สนิทนัก แต่ถ้า่เขาหน้าด้านก็ไม่เป็นไร อยู่ได้ และผมเองไม่ใช่นักการเมืองเป้นข้าราชการที่ยืนเงยหน้าไม่อายฟ้า ถ้าผมสมัครเป็นนายกฯ คงสอบตก เพราะ ผมทำแบบนี้ไม่ได้ ยกเว้นแต่ลูกพี่ไม่มีความเหมาะสมเลย เช่น ขี้เมา ขาดการพัฒนาตัวเองอย่างแรง ซึ่งมีอยู่ในสังคมท้องถิ่น คงต้องว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

มีคำกล่าวไว้คำหนึ่ง ที่ผมจำไว้ และเชื่อว่า นักการเมืองในประเทศไทยก็เป็นแบบนี้ กันส่วนใหญ่ "ความดีของมนุษย์สิ้นสุดลงเมื่อเล่นการเมือง"

 

ข้อความ ความคิดเห็นที่ :  2
วันเวลาที่เขียน :  04 มี.ค. 56 12:25:53 น.
 

ห้วยน้ำพุง หรี่ไหลลับ กลับแดนใต้          พัดพาใจ วีรชน หล่นลับหาย

ผิดถูกแพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย        น้ำพุงยัง คู่เดือนหงาย นานเท่านาน

คนผมขาว เฒ่าตกปลา นากลางโคก      แล้วแต่โชค ชะตาหมาย ที่กลายผ่าน

ยกสุรา จอกใหญ่ ให้ตำนาน                  เก่า ๆ ใหม่ ๆ เสพสราญ ว่ากันไป

 

สามกั๊ก อบต.นาซำ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

 

ข้อความ ความคิดเห็นที่ :  3
วันเวลาที่เขียน :  28 ก.พ. 56 08:45:51 น.
 

มันช่างไม่ยุติธรรมเลยนะค่ะ  เจ้าพนักงานเริ่มต้นจากระดับ  2  ตอนนี้ระดับ  5  แล้ว  เงินเดือนยังได้น้อยกว่าพนักงานที่เริ่มต้นจากระดับ  3  วุฒิปริญญาตรีที่ได้เงินเดือน  15,000  บาท  แล้ว  แถมลูกจ้างก็ยังได้เงินเดือน  15,000  บาท  มากกว่าข้าราชการอีก  อย่างนี้มันยุติธรรมไหมค่ะ  คงจะไม่มีกำลังใจทำงานหรอกค่ะ  ช่างอาภัพจังเลย  ไม่รู้ว่ารัฐบาลพิจารณาเรื่องเงินเดือนยังไงนะค่ะ  สมัยหน้าคงจะไม่ได้เลือกเป็นแน่

 

ข้อความ ความคิดเห็นที่ :  4
วันเวลาที่เขียน :  28 ก.พ. 56 08:37:34 น.
 

ท้องถิ่นก็ยังเป็นท้องถิ่นอยู่วันยังคำ่ครับ เหตุการณ์แแบนี้พบได้ทั่วไปตราบใดที่องค์กรกลางจะแก้ไขให้มีการสอบทั่วประเทศเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาบบรจุในตำแหน่ง หายังใช้ระบบเดิมคนของนักการเมืองก็ได้หมด ข้าราชการที่ดีก็คงหมดโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน

 


กระดานสนทนา แสดงความคิดเห็น
 
เข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น  
ชื่อผู้ใช้ : 
รหัสผ่าน : 
รหัสตรวจสอบ :    ตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีผลต่างกัน
พิมพ์รหัสตรวจสอบ : 
   
 

 

ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand