บทความที่น่าสนใจ :  Mr.
ชื่อผู้เขียน : ผู้ดูแลระบบ
วันเวลาที่เขียน :  03 ม.ค. 51     จำนวนผู้เยี่ยมชม :  1206  คน
ดาวน์โหลด   ไม่มีไฟล์เอกสาร
 
 

 การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ "กับดักรัฐราชการ"  มติชนสุดสัปดาห์ 

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 12:45:54 น


ระบบราชการไทยสร้างขึ้นตามอย่างระบบราชการสมัยใหม่ในสิงคโปร์, ชวา, มลายา, พม่า และอินเดียแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งผู้นำในการปรับปรุงสยามให้ทันสมัยได้ไปประสบพบเห็นมาก่อนขึ้นกุมอำนาจ

มันจึงมีลักษณะตามตัวต้นแบบ(model) ในที่เหล่านั้นซึ่งเอาเข้าจริงเป็นรัฐอาณานิคม (colonial state) ของมหาอำนาจอังกฤษและดัตช์ ที่เน้นการควบคุมและบริหารจัดการ (control & administration) พื้นที่ทั่วเขตปกครอง เช่น ปราบกบฏกระด้างกระเดื่อง จับกุมโจรผู้ร้าย เก็บภาษี ฯลฯ โดยส่งกองทหารจากส่วนกลางเข้าไปตั้งป้อมค่ายประจำการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ท้องถิ่น พร้อมทั้งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฐศูนย์กลาง (ดังเราได้สัมผัสอำนาจของกรมกองทหารในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ทำนองนี้ภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศระยะที่ผ่านมา)

หากทว่าลักษณะของรัฐอาณานิคมย่อมไม่เน้นการให้มีผู้แทนจากสังคมมากำกับควบคุมรัฐ(representation) แบบรัฐเสรีประชาธิปไตยที่กำลังพัฒนาขึ้นในเมืองแม่ของมหาอำนาจเหล่านั้น

ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่ารัฐอาณานิคมของไท้ต่างด้าวท้าวต่างแดนย่อมมิอาจปล่อยให้ตัวแทนชนพื้นเมืองในเมืองขึ้นมากุมอำนาจรัฐแทนพวกตนที่เป็นเจ้าอาณานิคมได้

ฉะนั้นระบบราชการที่สร้างขึ้นเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยในสยามซึ่งเป็นเอกราช มิได้เป็นเมืองขึ้นโดยทางการของมหาอำนาจชาติใด จึงมีบุคลิกลักษณะย้อนแย้งในตัวเอง

ดังที่ลุงเมฆ มณีวาจา หรือ Michael Wright นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้กลายเป็นไทยที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า "อัตตาณานิคมอุปถัมภ์ที่เอื้ออารี" (A benign, paternalistic "auto-colony" ใน The Nation, 5 July 2540, C1) ภายใต้การกำกับควบคุมของบรรดาเจ้านายขุนนางผู้แวดล้อมรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์แห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์



หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 ชนชั้นนำใหม่ที่เป็นข้าราชการทหารและพลเรือนในนาม "คณะราษฎร" ได้เข้าแย่งยึดอำนาจรัฐไปจากชนชั้นนำเก่าเจ้านายขุนนาง ทว่าแม้ระบอบการเมืองจะเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ (absolute monarchy " constitutional regime) สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปด้วยแต่กลับตกทอดสืบเนื่องต่อมาได้แก่กลไกระบบราชการรวมศูนย์อำนาจแบบอัตตาณานิคมอุปถัมภ์ที่สร้างไว้แต่เดิม

มิหนำซ้ำกลไกระบบราชการดังกล่าวยังมีอำนาจอิสระในตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะหลุดพ้นจากอำนาจกำกับควบคุมของชนชั้นนำเจ้านายขุนนางภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์แห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และกลับมาอยู่ใต้การนำของชนชั้นนำที่เป็นข้าราชการด้วยกันเอง (bureaucratic elite)

ทำให้มันกลายเป็นกลไกการปกครองที่อิสระจากสังคมอย่างยิ่ง ไม่ถูกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างหนักแน่นเพียงพอจากสถาบันตัวแทนของสังคม (ดังปรากฏว่าสภาราษฎรแรกเริ่มเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง แต่งตั้งกึ่งหนึ่ง และต่อมาในชั้นหลังก็มีวุฒิสภาประกบอีก)

อีกทั้งมีแนวโน้มที่รับใช้ แสวงหาและธำรงรักษาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนบุคคล ส่วนหน่วยงาน ส่วนพรรคพวกเส้นสายอุปถัมภ์ รวมทั้งของชาติตามอุดมการณ์ความเชื่อของตนเอง ต่อสู้แย่งชิงจัดสรรแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์อยู่ในระหว่างกลุ่มฝ่ายต่างๆ ภายในระบบราชการด้วยกันเองที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ภายนอกแบบส่วนตัวและไม่เป็นทางการ

การทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง เรียกรับค่าต๋งค่าหัวคิวค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือค่าเช่าเศรษฐกิจ บิดเบือนฉวยใช้อำนาจไปในทางมิชอบ โดยไม่ถูกตรวจสอบควบคุมถ่วงดุลแก้ไขจากพลังภายนอกระบบราชการ

หรือนัยหนึ่งปรากฏการณ์ "เข้ายึดกุมชิ้นส่วนอำนาจรัฐเพื่อขายปลีกบริการให้พรรคพวกภาคเอกชน"

จึงกลายเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่และ"ระเบียบ" ดำเนินงานปกติธรรมดาของระบบราชการไทยมาช้านาน



สภาพผิดแปลกที่กลไกระบบราชการไทยหลุดพ้นจากอำนาจกำกับควบคุมของเจ้านายขุนนางแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้วแต่ไม่ยักเดินหน้าไปอยู่ใต้อำนาจกำกับควบคุมของผู้แทนจากการเลือกตั้งของราษฎรตามระบอบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่อย่างแน่วแน่ยั่งยืนกลับกลายเป็นระบอบครึ่งๆ กลางๆ ค้างเติ่งที่อำนาจรวมศูนย์อยู่กับชนชั้นนำแห่งระบบราชการเอง

จึงเป็นเหตุให้ Fred W. Riggs นักรัฐศาสตร์อเมริกันผู้เข้ามาศึกษาการเมืองการบริหารไทยสมัยนั้นเรียกมันว่า Bureaucratic Polity หรือนัยหนึ่ง รัฐราชการ/อำมาตยาธิปไตย นั่นเอง (Thailand : The Modernization of a Bureaucratic Polity, 1966)

รัฐราชการไทยพัฒนาขึ้นสู่จุดสุดยอดในความหมายที่มันทรงอำนาจอิสระในตนเองโดยปลอดจากการกำกับควบคุมตรวจสอบถ่วงดุลใดๆจากพลังสังคมภายนอกระบบราชการที่สุดภายใต้ระบอบเผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ (absolutist military dictatorship) ของจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ในช่วง 15 ปีจาก พ.ศ.2501-2516 นี่เอง

โดยสำแดงบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวในเชิงโครงสร้างของสัมพันธภาพทางอำนาจ (power relationships) ออกมาอย่างน่าสนใจใน 3 ประการหลัก ได้แก่ :

1) โครงสร้างรัฐที่รวมศูนย์อำนาจสูงแต่ขาดเอกภาพเหมือนพีระมิดที่แตกเป็นเสี่ยง (a fragmented pyramid-like overcentralized but underunified state structure) ทำให้มีแนวโน้มปฏิบัติงานอย่างอ่อนด้อยประสิทธิภาพเรื้อรังและง่ายต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะแก่งแย่งช่วงชิงเขตอำนาจเรื่องต่างๆ ที่มักก้าวก่ายทับซ้อนกันระหว่างหน่วยราชการต่างๆ ด้วยกันเอง โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่ทรงประสิทธิผลจากภายนอก ไม่ว่างานด้านจราจรจลาจล, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ เหมืองแร่ สิ่งแวดล้อม, การแก้ปัญหาอุทกภัย, บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ฯลฯ

2) สัมพันธภาพทางอำนาจที่เสียดุลระหว่างภาครัฐราชการ+ภาคทุนเอกชน กับ ภาคประชาชน (unbalanced relations of power between the state sector & the private sector vs. the people sector) โดยอำนาจมักเอียงกระเท่เร่ไปทางภาครัฐและทุน

3) ภาคประชาชนมีตัวแทนและส่วนร่วมโดยตรงน้อยในระบบสถาบันการเมืองของรัฐทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น (underrepresentation of the people sector in official political institutions both at the national and local levels)

(ดูข้อถกเถียงเพิ่มเติมในบทความของผมเรื่อง "วิธีขจัดม็อบ" ในหนังสือ จารึกร่วมสมัย : การเมืองไทยในยุคหลีกภัย, 2537, น.216-222)



"ระเบิดเวลา" ล่าสุด ณ กรมการบินพลเรือนที่เพิ่งตูมใส่หน้าประเทศไทยเข้าอย่างจัง และ ดร.วีรไท สันติประภพ (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 11 มีนาคม 2558) กับ คุณบรรยง พงษ์พานิช (โพสต์ทูเดย์, 30 มีนาคม 2558) เขียนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ อันมีเบื้องลึกเบื้องหลังพิลึกพิเรนทร์เหลือเชื่อดังที่ไทยรัฐออนไลน์ (30 มีนาคม 2558) และ คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 2 เมษายน 2558) เปิดเผยต่อเนื่องกันมา ก็มีเค้าความเป็นมาเชื่อมโยงกับการคลี่คลายขยายตัวอย่างพิสดารของรัฐราชการในประวัติการเมืองไทยดังผมเล่ามาโดยสังเขปข้างต้นจนทำให้มันกลายเป็น "พีระมิดที่แตกเป็นเสี่ยง"

และ "เผด็จการของไทยทุกยุค" ที่พึ่งพาอาศัย "เครื่องมือการปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพเช่นนี้...เป็นแค่ตัวตลกเท่านั้น" (นิธิ เอียวศรีวงศ์, "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย", 2534)

ที่ผ่านมา ดูเหมือนมีแนวทางความพยายามอยู่ 4 แบบในการเมืองไทยที่จะข้ามให้พ้น "พีระมิดที่แตกเป็นเสี่ยง" ซึ่งกลายมาเป็น "กับดักรัฐราชการ" ดังกล่าว 

ได้แก่ 



1)

แนวทางใช้พระเดชของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (The Absolutist Approach) โดยอาศัยอำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์เยี่ยงองค์อธิปัตย์ (absolute sovereign power) ทั้งในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ 2501 และตามมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2502 มาบังคับสั่งการให้หน่วยงานทั้งหลายในระบบราชการทำงานประสานกันให้บรรลุผลโดยรวดเร็วเฉียบขาดฉับพลันไม่มีเงื่อนไขข้อแม้มิฉะนั้นจะถูกลงโทษ โยกย้าย ปลดออก ฯลฯ

2) แนวทางพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (The Royal Hegemony Approach) โดยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญสั่งสมอย่างวิริยะอุตสาหะมายาวนานตลอดรัชกาล มาโน้มน้าวแนะนำโดยปราศจากการบังคับให้ข้าราชการต่างสังกัดหน่วยงานร่วมมือร่วมใจกันและร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนผลักดันโครงการต่างๆในพระราชดำริเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมให้ลุล่วงไปอย่างเสียสละอุทิศตนและเต็มใจ

3) แนวทางตลาดของรัฐบาลนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน (The Market Approach) ใช้การลดทอนอำนาจควบคุมสั่งการของระบบราชการลง เปิดเสรีและขยายพื้นที่เศรษฐกิจของเอกชนขึ้นมา อาศัยพลังตลาดและแรงจูงใจในการแสวงหากำไรผลักดันกิจกรรมเศรษฐกิจให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ถูกถ่วงขวางด้วยกฎระเบียบผูกขาดและการแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจของหน่วยราชการ

4)แนวทางประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง 2540 (The Democratic Approach) อาศัยการกระจายอำนาจให้หลุดออกไปจากรัฐราชการส่วนกลางลงสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

และวางหลักสิทธิชุมชนเหนือทรัพยากรท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิอำนาจปกครองดูแลตนเองและทรัพยากรในท้องถิ่นของตนโดยเอกเทศจากระบบราชการ



การที่หัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเสียงเรียกร้องและแสดงท่าทีจะใช้อำนาจสัมบูรณ์ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาแก้ไขสารพัดปัญหา

อาทิ ปัญหากรมการบินพลเรือน, ปัญหาขายหวยรัฐเกินราคาที่กำหนด, ปัญหาเมาแล้วขับช่วงสงกรานต์ ฯลฯ


ส่อเค้าว่าแนวทางพระเดชของจอมพลสฤษดิ์กำลังถูกเลือกมาใช้แก้ไขเพื่อพยายามข้ามพ้น"กับดักรัฐราชการ" อีกครั้งหนึ่ง

 
 

ข่าวสารบ้านเมือง : Bangkok Post | กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | คม ชัด ลึก | ฐานเศรษฐกิจ | เดลินิวส์ | ไทยรัฐ | แนวหน้า | บ้านเมือง | ประชาชาติธุรกิจ | ผู้จัดการ
มติชน | สยามธุรกิจ | สยามรัฐ | อ.ส.ม.ท | ไทยโพสต์ | ไทยนิวส์ | เชียงใหม่นิวส์ | สถานีโทรทัศน์ AStv สถานีโทรทัศน์ Nation | รับชมทีวีจากเว็บผ่านทรู
รวมเว็บบอร์ด : กรมส่งเสริมฯท้องถิ่น | สายตรงสนง.ท้องถิ่น ชม. | ชมรมนิติกรอปท. ชมรมเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯชมรมนักวิชาการศึกษา ชมรมช่างโยธาไทย
ชมรมจนท.จัดเก็บรายได้ ชมรมนักพัฒนาชุมชน | ชมรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ชมรมเจ้าหน้าที่พัสดุ
..   ..  ..  ..
..
Copyright © 2009 All Rights Reserved. by www.thailocalgov.com : Thailand